 | Wat Pha Gothenburg buddha saddha dhamma Welcome to all วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม ยินดีต้อนรับ | Dec 17, 2007 |
Fabriksgatan 38, 3 Van 412 51 Goteborg, Sweden Phone: 031-409599 Mobile: 0762-416251 E-mail: vimalo_1@hotmail.com vimalo2000@hotmail.com watphagothenburg@hotmail.com   | Alla viktiga ceremonier och festdagar under 2012 วันและเวลาจัดงานวันสำคัญต่างๆ ในปีพ.ศ.2555 | |
  | ข่าวสารประชาสัมพันธ์ | |
  | ๑o๘ กิจกรรม พระธรรมทูตในทวียุโรป วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน | |
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 60 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 62 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 38 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 76 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 28 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาส นอร์เวย์ 84 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 90 Photos
สงกรานต์วัดสันตินิวาสนอร์เวย์ 36 Photos
Wat Pha Gothenburg 2011 74 Photos
Wat Pha Gothenburg 2011 382 Photos
Wat Pha Gothenburg 144 Photos
Wat Pha Gothenburg 2011 11 22 101 Photos
Wat Pha Gothenburg 357 Photos
Wat Pha Gothenburg 357 Photos
Wat Pha Gothenburg 15 Photos
Wat Pha Gothenburg 30 Photos
Wat Pha Gothenburg 45 Photos
Wat Pha Gothenburg 282 Photos
Wat Pha Gothenburg 258 Photos
Wat Pha Gothenburg 72 Photos
Wat Pha Gothenburg 282 Photos
Wat Pha Gothenburg 54 Photos
Wat Pha Gothenburg 84 Photos
Goteborg Sweden 168 Photos
Wat Pha Gothenburg 494 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 430 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 428 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 232 Photos
Goteborg Sweden 395 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 802 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 132 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 247 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 2554 226 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 2011 409 Photos
สงกรานต์ สงกรานต์ 2011 211 Photos
วันสงกรานต์ 2554 2011 241 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 364 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 120 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 286 Photos
วันวิสาขบูชา 2554 2011 344 Photos
กฐินสามัคคี 2553 2010-12-19 61 Photos, 1 comment
กฐินสามัคคี 2553 วัดป่าโกเธนเบิร์ก 675 Photos
กฐินสามัคคี 2553 2010-12-19 502 Photos
Goteborg Sweden 200 Photos
Norway 2010-09-05 267 Photos, 1 comment
Norway 2010 350 Photos, 2 comments
Norway Norway 201 Photos, 1 comment
moss Norway 44 Photos, 3 comments
Songkran/11/04/2010 13 Photos
พระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม 124 Photos, 3 comments
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 248 Photos, 1 comment
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 84 Photos, 2 comments
วัดพระแก้ว 153 Photos, 7 comments
Goteborg Sweden 5 ธ.ค. 52 109 Photos, 1 comment
วันออกพรรษา 2009 970 Photos, 2 comments
วันออกพรรษา 2552 286 Photos
วันแม่แห่งชาติ 2552 568 Photos
กฐินสามัคคี 2552 836 Photos, 2 comments
Goteborg Sweden 707 Photos, 7 comments
เมืองโกเธนเบิร์ก 195 Photos
วันเข้าพรรษา 2009 200 Photos
วันเข้าพรรษา 2552 291 Photos, 1 comment
วันสงกรานต์ 9200 472 Photos
วันสงกรานต์ 2552 515 Photos
Goteborg Sweden 301 Photos
Goteborg Sweden 429 Photos
สหพันธ์รัฐเยอรมนี 546 Photos
รูปอินเดีย 628 Photos, 4 comments
Wat Dhammaniwasa 172 Photos
เยี่ยมวัดGoteborg Sweden 273 Photos, 7 comments
เนเธอร์แลนด์ 71 Photos, 5 comments
ฮอลแลนด์ (Holland) 200 Photos, 5 comments
อาเคน 337 Photos, 1 comment
วิสาขบูชา 2009 290 Photos, 4 comments
เมืองโกเธนเบิร์ก 115 Photos
หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร 38 Photos
วันเข้าพรรษา2551 198 Photos
Goteborg Sweden 198 Photos
วันเข้าพรรษา 2008 199 Photos
กงสุล สัญจร Goteborg Sweden 223 Photos
การประชุมสงฆ์ในสหภาพยุโรป 166 Photos
Goteborg Sweden 177 Photos, 1 comment
วันพ่อ2008 327 Photos, 11 comments
วันพ่อ2551 327 Photos, 3 comments
มาร่วมงานลอยกระทงกัน 70 Photos, 5 comments
ลอยกระทง2551 231 Photos, 1 comment
เก็บตกลอยกระทง2008 574 Photos
วันแม่ 2008 2551 352 Photos
บุญออกพรรษา 2008 507 Photos, 1 comment
ออกพรรษา2008 448 Photos, 1 comment
ออกพรรษา2551 128 Photos, 5 comments
Goteborg Sweden 560 Photos, 2 comments
Goteborg Sweden 220 Photos, 5 comments
ธํารงไทยสโมสร01 107 Photos, 3 comments
บุญ เข้า พรรษา 2008 46 Photos
Goteborg Sweden 2551 60 Photos, 4 comments
Goteborg Sweden 20 Photos, 1 comment
แต่ต่างวันเวลา 02 145 Photos
Goteborg Sweden 321 Photos
Wat Pha Gothenburg 27 Photos, 1 comment
แวะมาเยี่ยม 44 Photos, 2 comments
ชอบรูปไหนมากกว่ากัน 113 Photos, 1 comment
ไม่มีทุกข์จะรู้ว่าสูขเป็นอย่าง 82 Photos, 1 comment
Wat Pha Gothenburg 51 Photos
Goteborg Sweden 33 Photos, 3 comments
ครูกับศิษย์คือสายใยไทยศึกษา 32 Photos
ประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน 22 Photos
-ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ 51 Photos, 1 comment
-พิธีอุทิศส่วนกุศล ถวายสังฆทาน 39 Photos
พิธีอุทิศส่วนกุศล พระสงฆ์อนุโมทนา 20 Photos, 1 comment
อลังการงานบุญสงกรานต์ 26 Photos, 1 comment
ฝรั่งสนใจมาก 26 Photos, 3 comments
ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก2 5 5 1 36 Photos
ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก2008 68 Photos
ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก 64 Photos
กิจกรรมความบันเทิงแบบไทยๆ 45 Photos
เป็นความรื่นเริง 35 Photos
การประกวดแบบไทยๆ 36 Photos, 2 comments
Songkarn Day 34 Photos, 2 comments
เกิดความรักใคร่สามัคคี 11 Photos
ประเพณีวันสงกรานต์ ของวัดไทย 29 Photos
งานมหาสงกรานต์2551 43 Photos
งานมหาสงกรานต์2008 72 Photos
งานมหาสงกรานต์ 19 Photos, 3 comments
สงกรานต์ สงกรานต์ 34 Photos
สงกรานต์2551 13 Photos, 2 comments
พระธรรมทูต 11 Photos, 4 comments
สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไป 114 Photos
ปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา 24 Photos
Wat Pha Gothenburg 110 Photos
ร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหาร 17 Photos
ร่วมกันทำบุญ วันมาฆบูชา 12 Photos
งานพระธรรมทูตใน ทวีปยุโรป 15 Photos
อันเราจะพึงตายเป็นเแท้ 24 Photos
ร้าน อาหารไอรินไทย2008 112 Photos, 4 comments
ร้านอาร ไอรินไทย 66 Photos, 7 comments
แผนที่มาวัดป่าโกเธนเบิร์ก 1 Photo, 1 comment
วันปีใหม่ และวันเด็ก 2008 190 Photos
Goteborg Sweden 79 Photos, 3 comments
วันเด็กGoteborg Sweden 145 Photos
ดูแม่เป็นตัวอย่าง 41 Photos
ลีลาต่างกันในวันปีใหม่ 104 Photos
อธิษฐานข้าวใส่บาตรปีใหม่2008 76 Photos, 1 comment
งานประจำปีวัดสันตินิวาส สวีเดน 131 Photos
เห็ดคืออาหารหลัก ไทยในสวีเดน 42 Photos, 1 comment
สวีเดน เดนมาร์ก 27 Photos, 2 comments
เยี่ยม อาจารย์ธรรมสถิตย์ 412 Photos
เราเด็กวัดป่าโกเธนเบิร์ก 47 Photos
หนูไปช่วยงานวัดประจำ 51 Photos
เยี่ยมชมวัดป่าโกเธนเบอร์ก สวีเดน 44 Photos
ดูเอาก็รู้ 134 Photos, 1 comment
07 07 2007 192 Photos, 2 comments
ฝีมือของคนไทย 89 Photos, 5 comments
ดูเอาแล้วนำไปปฏิบัติ 93 Photos
เห็ดคืออาหารหลัก 126 Photos
ช่วยงานที่ฝรั่งเศส 28 Photos, 1 comment
ถนนคนเดินที่ เดนมาร์ก 148 Photos
เยี่ยมที่พักคนที่ติดยา ที่เดนมาร์ 105 Photos
กับญาติโยมที่ เดนมาร์ก 69 Photos, 2 comments
นครฮัมบวร์ก เยอรมันนี 124 Photos
กิจกรรมวันปีใหม่ของวัด 2550 213 Photos
กิจนิมนต์วัดป่าโกเธนเบิอร์ก 78 Photos, 12 comments
ฝังลูกนิมิตวัดป่าอนาลโยเยอรมัน 76 Photos
เยาวชนของวัดป่าโกเธนเบอร์ก 121 Photos, 2 comments
เยาวชนโกเธนเบอร์ก สวีเดน 62 Photos
บวชงาน ฝังลูกนิมิตวัดป่าอนาลโย 120 Photos
ฝังลูกนิมิตวัดป่าอนาลโย 120 Photos, 1 comment
เยี่ยมป่าช้า 84 Photos, 2 comments
มาร่วมงานลอยกระทงกัน 87 Photos
คณะสงฆ์ 117 Photos, 2 comments
เยี่ยมวัดป่าโกเธนเบอร์ก 107 Photos
มาเยี่ยมวัดป่าโกเธนเบอร์ก 56 Photos
เปิดร้านอาหารโยมพจนา 30 Photos
ดูจิต ดูใจของเรา 72 Photos, 5 comments
ปฎิบัติ ธรรมประจำวันที่วัด 31 Photos
ไปรับพระที่เดนมาร์ก 125 Photos
รวมงานของพระธรรมทูต 224 Photos
วันพ่อของวัดป่า 182 Photos
แบบไทยๆ 84 Photos, 2 comments
จากวันนั้น 100 Photos, 4 comments
ทีมเด็ก รุ่นใหม่ 74 Photos
วันเข้าพรรษาปี2547 211 Photos
ทอดผ้าป่าออกพรรษาวัดป่า2007 149 Photos
ออกพรรษาวัดป่า2550 17 Photos
บวชชีออกพรรษา2550 33 Photos
ปีใหม่ วันเกิดโยมสุนีย์ 86 Photos
งานวันพ่อวัดป่า ของเรา 2549 86 Photos
งานวันพ่อวัดป่า2549 90 Photos
เยอรมัน เดนมาร์ก สวีเดน 85 Photos
วัดเขาจีนแล เวฬุวัน จ ลพบุรี 277 Photos
วัดป่าไทรงาม อ เดชอุดม 33 Photos
หนูก็รักประเพณีไทย02 46 Photos
หนูก็รักประเพณีไทย 64 Photos
นักศึกษาก็มาช่วยงานวัด 80 Photos
วัดของเรา 49 Photos, 6 comments
นั่นคือบุญที่ได้ 53 Photos
นายช่างใหญ่ประจำวัดเรา 58 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 86 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 42 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 55 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 26 Photos
เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน 29 Photos
เมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน 36 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 70ปี ครู ศรีนวล 33 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 52 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 27 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 11 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 46 Photos, 4 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 41 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 53 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 13 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 2549 27 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม วันแม่2549 34 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 33 Photos, 4 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 17 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 47 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 30 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 26 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 30 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 25 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 36 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 14 Photos
มุมมองที่ดี 28 Photos, 1 comment
ฝื่กให้ร่างกายชิน 36 Photos
หลุดพ้นทุกข์ทั้งปวง 21 Photos, 2 comments
รวมหัวกัน 21 Photos, 4 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 24 Photos
จังหวะชีวิตของคนไม่พร้อมกัน 43 Photos, 3 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 44 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม วันพ่อ2549 29 Photos
หว่านเมล็ดพืชพันธุ์แห่งพุทธ 21 Photos, 3 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม ปีใหม่2550 25 Photos
จิตยังไม่ว่างแน่นอน 20 Photos
งานวัดป่าอนาลโย 19 Photos, 4 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 13 Photos, 2 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 16 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 46 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 17 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม ออกพรรษา2 550 7 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 11 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 39 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 2550 31 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม 2550 234 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม ลอยกระทง2550 25 Photos, 2 comments
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม ลอยกระทง 2550 183 Photos, 1 comment
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม วันพ่อ 2550 18 Photos
วัดป่าโกเธนเบิร์ก พุทธศรัทธาธรรม วันออกพรรษา 2550 250 Photos, 1 comment
|
 |  | Thai Menu | |
  | Music | Jan 22, 2011 |
  | วันพ่อ2549 | May 4, 2008 |
   |  |   | Link Links | |
  | Guestbook | |
 | โบราณว่า ของเกลียด มักเฉียดตาม ถ้าเกลียดความ มักน้อย ห้อยติดรัง เกลียดการมี เมียผัว ตัวติดหลัง จงระวังการเกลียด จะเสียดตน |
 | นมัสการ พระมหาขวัญยืน ผมโต้งใหญ่วัดไทรครับ ติดต่อกลับได้ที่ Facebook Kaka papa ครับผม |
 | ประวัติพระอาจารย์เอนก ยสทินโน
ชื่อ พระอาจารย์เอนก นามสกุลเดิมฉายา ยสทินโน ที่อยู่ หมู่บ้านทุ่งไทรงาม ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ 34160 เบอร์โทรศัพท์ 045-361-238, 045-361-845 วิทยาฐานะ : นักธรรมเอก เกิดเมื่อวันที่ 6 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2489 ปัจจุบันอายุ 63 ปี พรรษา 43 (พ.ศ.2553) อุปสมบท วันที่ 9 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2510
ท่านได้เล่าประวัติของท่านให้ฟังดังนี้
“ พูดถึงการบวช การบวชนั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ บวชฝ่ายคามวาสี กับฝ่ายอรัญญวาสี เราบวชฝ่ายคามวาสี เรียนนักธรรมตรีก่อน บวชตามประเพณีเท่านั้น..ไม่ได้อะไร..ไม่ได้อะไรเป็นประโยชน์เป็นหลักในการดำเนินชีวิตตัวเรา บวช 7 วัน 15 วัน เรียนเราก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่ถูก หรือไม่ใช่ทาง เรียนรู้ แต่ถ้าไม่นำมาปฏิบัติ ปฏิเวธ หรือผลที่มันปรากฏขึ้นกับจิตของตัวเอง ที่ได้รับรู้ รับรส มันต่างกันเหมือนเราเรียนเรื่องทานข้าว ทานอาหาร เราก็พูดได้ เขียนได้ แต่ว่า จิตของเรายังไม่ได้สัมผัส ในส่วนนี้ เราก็ไม่ได้มีอะไรจะมั่นใจว่า บวชแล้วได้อะไร..เอาอะไรกับบวช.. เพราะเรียนก็ดี รู้ก็ดี มันมีได้หลายทาง จากตำรับตำรา จากการใกล้ชิด ฟังโอวาท ฟังคำแนะนำ พร่ำสอน จากครูบา-อาจารย์ ที่ท่านเรียนมาก่อน รู้มาก่อน ประพฤติ ปฏิบัติมาก่อน แล้วมั่นใจว่า เป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่คุณธรรมอย่างสมบูรณ์ ตรงนี้จะมีน้ำหนักกว่า การอ่านตำรา ถ้าเราได้เรียนด้วย ได้ปฏิบัติด้วย แล้วมีครูบาอาจารย์ ทำเป็นแบบอย่างในทางที่ดี เกิดความอุ่นใจ เกิดความมั่นใจ เหมือนเด็กที่เดินเตาะแตะ ๆ เดินแล้วก็ล้ม ๆ ถ้ามีผู้ใหญ่มาประคอง มาพาเดิน มันก็มั่นใจ มันจะล้มก็อาศัยผู้ใหญ่ช่วยประคองแล้วก็ไปได้ไว เพราะเหตุอันนี้ ที่เรียนอยู่ที่นี่ ก็ยังสงสัยอยู่ว่า เอ้..เราเรียนตำรา การท่อง การจำ ด้วยสัญญา เราก็พอจำได้ แต่มันยังขัดข้อง อยู่ว่า ผลที่ได้รับ ยังไม่ชัดเจน ทำอย่างไรดี ก็พอดีได้ยินข่าว หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ก็ได้ไปหาท่าน ไปกราบท่านขอเป็นศิษย์ของท่าน บอกวัตถุประสงค์ ความตั้งใจว่า จะมาประพฤติปฏิบัติ ท่านก็รับไว้ ตรงนี้มันเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราไม่เคยได้ยิน ก็ได้ยินจากกรอบตำรา ที่เราได้เคย..ได้ยิน..จะอ่านตัวไหน มันก็อยู่ตัวนั้น การที่จะยักย้ายถ่ายเท เข้าสู่จิตใจของเรานั้น รู้สึกว่ามันลำบากมาก สิ่งที่เราไม่เคยได้เห็นปฏิปทา ตรงนี้เอง
ครูในครู..ครูเหนือครู..พ่อเหนือพ่อ..เรามีพ่อผู้ให้กำเนิดทางร่างกาย ผู้ที่จะให้เรารู้ ในการจะคิด..ทำอะไร.. เพื่อประกอบการงานในชีวิตนี้ ท่านให้ในกรอบ แต่พ่อในทางธรรมะ ท่านให้ในสิ่งที่สูงกว่า..ดีกว่า..จะถามว่า พ่อแม่ให้สิ่งที่ดีมั้ย ดีนั้นดี แต่ดีต่างระดับ เพราะดี ไม่ได้มีระดับเดียว เหมือนกับว่าเงิน ทุกคนมีเงิน แต่ต่างกันว่า ใครจะมีมาก มีน้อย อันนี้ก็ความดีที่ท่านแนะนำพร่ำสอน ในทางปฏิปทา ได้เห็นในสิ่งที่เราค่อนข้างเห็นได้ยาก จากที่อื่นที่จริงก็มี แต่เราไม่ได้พบเห็น ท่านไม่ได้สงเคราะห์ เพียงเรื่องว่าสอนให้ฟัง บอกสิ่งที่ให้ทำ แต่ท่านทำให้ดูด้วย เป็นเหตุให้เกิดความเคารพ ความเกรงใจ ความรัก เราจึงเร่งประพฤติ ปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านสอน ท่านหลวงปู่ชาว่า “ ท่านมาหาผมท่านจะปฏิบัติ ให้ท่านวางตำรา” ท่านพูดบ่อย ๆ ท่านพูดเรื่อย ๆ วางตำรา..วางความรู้..ที่เรียนมา วางให้หมด วางไว้แต่ไม่ให้ทิ้งนะ..ท่านอุปมาเหมือนแก้วน้ำ แก้วมันเป็นของว่าง แก้วเป็นภาชนะอันเป็นกลาง ๆ แต่ก็พร้อมจะรับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าคนเอาอะไรใส่ไปก็ได้ ถ้าเอาดินทรายใส่ให้เต็ม ก็เรียกว่า แก้วดินทรายที่เต็มแล้ว ถ้าเอาน้ำตาลทรายใส่ ก็เรียกว่า แก้วน้ำตาลทราย ถ้าเราจะพูดถึงคุณค่าทางอาหาร น้ำตาลทรายดีกว่า ถ้าเราเอาน้ำตาลทรายไปเทในแก้วดินทรายนั้นมันก็ไม่มีช่องว่างที่จะใส่ ที่จะรับ เพราะเหตุอันนี้หละ..สัญญา ที่เราเรียนมา เป็นเรื่องในอดีต ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติ เราก็เอาเรื่องของอดีตนั่นหละ เข้ามาเป็นตัวกำหนด เพราะปัจจุบันเราไม่รู้ เพราะฉะนั้น หลวงปู่ท่านบอกว่า ให้วางไว้ก่อน ศีลสังวรนะ..เป็นเบื้องต้น เป็นตัวเปลี่ยนแปลง กิริยามารยาท จำเป็นสำคัญไหม? ก็ต้องบอกว่าสำคัญ และจำเป็นหละ..เพราะมันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลง..เปลี่ยนแปลงอะไร..เปลี่ยนแปลง กิริยามารยาท เป็นช่องทางเข้าสู่ความมีธรรม เป็นธรรมที่สมบูรณ์ จะฝึก..จะฝืน..มั้ย ธรรมดา! ฝึกเพื่อที่จะปรับเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นการฝึกฝน จะเรียนหนังสืออะไร ๆ มันก็ต้องฝึก อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราจะเรียนธรรมเข้าสู่ใจ เราก็ต้องฝึกฝนทั้งกาย ทั้งวาจา ท่านบอกว่า ศีลสังวร มันเป็นเรื่องจำเป็นนะ ถ้าศีลบอด สมาธิก็บอด ปัญญามันก็บอด มันก็พิการหมด ศีลมันเน่า สมาธิมันก็เน่า ปัญญามันก็ไม่รู้อะไร มันมีแต่ปัญญาแบบทราม ๆ มีแต่ความวุ่นวาย ผสมกันไป เพราะมันขาด เพราะเหตุอันนี้เราจะมองข้ามไม่ได้ เราก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ครูบาอาจารย์แนะนำพร่ำสอน เราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ แล้วเราบวชมาทำไม? พระพุทธเจ้าสอนสิ่งนี้ เราเรียนมาแล้ว แต่ว่า เมื่อท่านเข้ามาใกล้ กำชับให้เราได้เข้าใจ ประพฤติ ปฏิบัติ มันเปลี่ยน เปลี่ยนไปตามขั้นตอน ริเริ่มเคยพูดมาก ก็พูดน้อย ๆ เคยคลุกคลี ก็ไม่คลุกคลี แค่นี้ไอ้ที่เราเรียนมาว่า กายวิเวก วจีวิเวก เราเคยท่องหนังสือ แต่สิ่งที่หยุดอยู่ตรงนี้หละ.. มันปิดกั้น เป็นนิวรณ์ธรรม เป็นอกุศล มันกางกั้น กุศลธรรม ไม่ให้ปรากฏอยู่ในจิต มันเป็นอุปสรรคต่อกุศล ท่านว่าศีลมันเริ่มมี สมาธิคือความเย็น มันก็เริ่มมา ตัวปัญญามันก็เริ่มจุดประกาย ถ้าทำไป ๆ เพราะเหตุอันนี้หละ.. เราเรียนนี้หละ..ถ้าเราไม่ประพฤติ ปฏิบัติ ตัวสัญญามันพาเราหลง ว่าเราจำได้แล้ว หัวข้อนั้นเราก็จำได้ ไอ้เรื่องจำได้ แต่มันยังไม่มีอะไรนี้หละ มันเป็นเรื่องของสัญญา เพราะเหตุอันนี้ เมื่อเข้าไปอยู่กับท่าน ได้เห็นอะไร ๆ ๆ ปรับเปลี่ยนต่าง ๆ นานา จะเห็นความแตกต่างของตัวเราเอง ไม่ได้ไปวัดกับคนอื่น ถ้าเราวัดกับคนอื่น เราอาจจะก้าวก่ายคนอื่นบ้าง ทำอย่างนั้นมันผิด มันโง่..เราไม่ทำอย่างนั้น เราทำเฉพาะเรื่องของตัวเราเอง เราพยายาม ๆ ๆ สิ่งที่เกิดมี...มันก็เห็น เห็นตัวเอง ว่าเราคิดอะไร สิ่งที่เราคิดมันดี หรือไม่ดี มันวุ่นวาย หรือว่าสงบ มันคิดอะไร มันพูดอะไร เมื่อก่อนเราเคยวุ่นวาย ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งจิต ไม่รู้ได้สิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้เอามาใช้ เราอยู่กับอารมณ์ อยากคิดอะไร มันปล่อยไปตามกระแสของอารมณ์ อยากพูดอะไร มันพูดไปตามกรอบความคิด บางครั้งอยากทำอะไร เราก็ไม่ได้ไตร่ตรอง ทีนี้เรามากลั่นกรอง แล้วเราเห็น เห็นสิ่งที่มันเกิด มันดับ สิ่งที่จิตใจเรายึด สิ่งที่ควรจะละ สิ่งที่ควรจะหลบ ท่านแนะนำทั้ง ยืน เดิน นั่ง นอน นั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี นอนถ้าไม่กลับ ถ้าเรามีสติอยู่ ทั้ง 4 อิริยาบถนั้น เขาจะสอดประสานเป็นมัชฌิมาปฏิปทาเอง เราไม่ส่งจิตไปเรื่องอื่น ใส่ใจไปเรื่องอื่น เราดู..เรารู้..เราเห็นอะไร..ในสิ่งที่ควรละ..เราก็ละ ถ้าละไม่ได้ เราก็ควบพยายามที่จะสร้างพลัง นั่งสมาธิ ทั้งปัญญา ก็เป็นเหตุให้จิตใจมันหยั่งลงสู่ความสงบ เมื่อจิตมันสงบมันก็ไม่ไปคลุกคลีกับหมู่คณะ ไม่ต้องไปพบ ..ไปหา เราจะเห็นระหว่างความรุ่นวายกับความว่าง มันต่างกันอย่างไร? , เราจะเห็นระหว่างความร้อนกับความเย็น มันต่างกันอย่างไร?
เราจะเห็นระหว่างความวุ่นวายกับความสงบ มันต่างกันอย่างไร? เราจะเห็นจิต เห็นอารมณ์ เป็นเรื่องของอารมณ์ เราจะเห็นทั้งสองอย่างนี้ มันไม่ใช่อย่างเดียวกัน มันจะเข้ามา มันปิด มันกั้น ไม่ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ เราก็เป็นทานของอารมณ์ตลอดไป ในเมื่อเรามากำหนดดูรู้แล้ว เราพยายามประคับประคอง มีสติปลงไป ปล่อยไป วางไป เป็นเหตุในจิตใจ วางอารมณ์ที่วุ่นวาย วางอารมณ์ร้าย วางอารมณ์ร้อน ใจเราก็ว่างเป็นอิสระ นั่งมันก็สนุกสนาน เพลิดเพลิน จะว่าสมาธิมาก สมาธิน้อย อัปปนาสมาธิ ขณิกสมาธิ เมื่อก่อนสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิด ถ้าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดมีขึ้น ได้รสชาติ มันไม่ได้เกิดตามตำรา เกิดจากการอ่านตำรา มันเป็นธรรมชาติที่เกิดความอิ่มใจ เป็นธรรมชาติที่เกิดความเย็นใจ เป็นธรรมชาติที่เกิดความสงบใจ ไม่มีอารมณ์อื่นมาเสียด มาเผาลนให้เร่าร้อน เราจะเห็นความสว่างเจิดจ้า เราหนอ..สมาธิหนอ..ปิติหนอ..ปัสสัสธิหนอ..ความเย็น ความเบาหนอ..สิ่งเหล่านี้มีขายไหมหนอ..สิ่งเหล่านี้มันมีเงินมากมันซื้อได้ไหมหนอ..สิ่งเหล่านี้มีอำนาจมากบังคับได้ไหมหนอ.. ไม่มี จะไปเปรียบเทียบกับอาหารชนิดไหน เทียบในรส ไม่อยู่ในโลก
เพราะเหตุอันนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” เราไม่ต้องเถียงท่าน อั้นนี้เป็นเพียงทางเข้าไปการบวชแน่แท้ ถ้าหากว่าเราประพฤติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะธรรม มันเกิดขึ้นกับจิต ตรงนี้ ศรัทธาธรรมจะไม่ตก เหมือนรากแก้วที่เชื่อมั่นในความสุข ความสงบ ความเย็น มันก็พร้อมที่จะสร้างพลังจิต พลังปัญญา มาตัดความรัก ตัดความชัง อะไรต่าง ๆ มันเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเหตุอันนี้ เมื่อมาอยู่กับครูบาอาจารย์ท่านพาทำ พาประพฤติปฏิบัติ ธรรมะเป็นเครื่องอยู่ของผู้ปฏิบัติ ถือว่าเป็นเรื่องปัจจัตตัง (รู้ได้เฉพาะตน) เป็นเรื่องไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่คำอธิบาย เป็นสิ่งที่มีอยู่เต็มอิ่มในจิตใจ ถ้าหากว่าเราประพฤติปฏิบัติ เมื่อไปอยู่กับท่าน ไปประพฤติปฏิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ค่อยเป็นค่อยไป ได้สิ่งที่เราคิดว่าลองดู ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่จิต เราค่อยเลือกเส้นทางของชีวิต
เมื่อเราผ่านเข้าสู่ระบบของคุณธรรม เราเข้าใจแล้วว่า อ้อ..นี้คือเส้นทางที่ควรเลือก หรือควรลอด เป็นเหตุให้เรารีบเร่งปฏิบัติ เจริญศีล สมาธิ ปัญญา หลวงปู่ท่านเทศน์อะไร ๆ ก็เหมือนกับว่ามันมานั่งอยู่ในหัวใจ จะคิดอะไร ๆ ก็เหมือนกับว่าท่านมากำชับ ท่านสั่งอะไร ต่าง ๆ นานา ในสิ่งเหล่านี้ ก็อาศัยอยู่กับท่าน สิ่งไหนที่พอจะช่วยได้ เราก็ช่วยท่านที่เป็นกิจภายนอก เป็นธุระ เรื่องหมู่คณะ เรื่องความเป็นอยู่ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ไม่ได้ขัดกับศีลกับธรรม ไม่ได้ผิดกับกฎหมาย แต่มันก็พอจะมีกับหมู่กับคณะ เป็นเหตุให้ครูบาอาจารย์ได้เบาใจในหมู่คณะที่ตามมาทีหลัง ให้ได้รับความสะดวกสบาย เพราะอยู่ร่วมกันมาพอสมควร ท่านก็ให้มารับผิดชอบ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากมา แต่เป็นเรื่องที่ท่านให้มา ถ้าเราไปฝืนคำท่าน ก็เหมือนว่า เรามีพ่อ เรามีแม่ พ่อแม่พูดอะไร สั่งอะไร บอกอะไร เราก็ได้ยิน แล้วเราไม่ทำตาม อันนั้นมันเป็นบาป มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องหนักอกหนักใจ ยิ่งเรามาเป็นนักบวช เราจะทำกับครูบาอาจารย์แบบนั้นไม่ได้ ก็ได้แต่ทำตามสิ่งที่ท่านมอบหมายเท่าที่จะทำได้ เท่าที่จะเป็นประโยชน์ หลวงปู่ชาท่านมอบหมายให้มาตอบพรรษาที่ 6 มารับเป็นเจ้าอาวาส มาอยู่ตอนแรกมีที่ดินวัดแค่ 5 ไร่ |
 | ประวัติพระอาจารย์เอนก ยสทินโน
ชื่อ พระอาจารย์เอนก นามสกุลเดิมฉายา ยสทินโน ที่อยู่ หมู่บ้านทุ่งไทรงาม ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ 34160 เบอร์โทรศัพท์ 045-361-238, 045-361-845 วิทยาฐานะ : นักธรรมเอก เกิดเมื่อวันที่ 6 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2489 ปัจจุบันอายุ 63 ปี พรรษา 43 (พ.ศ.2553) อุปสมบท วันที่ 9 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2510
ท่านได้เล่าประวัติของท่านให้ฟังดังนี้
“ พูดถึงการบวช การบวชนั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ บวชฝ่ายคามวาสี กับฝ่ายอรัญญวาสี เราบวชฝ่ายคามวาสี เรียนนักธรรมตรีก่อน บวชตามประเพณีเท่านั้น..ไม่ได้อะไร..ไม่ได้อะไรเป็นประโยชน์เป็นหลักในการดำเนินชีวิตตัวเรา บวช 7 วัน 15 วัน เรียนเราก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่ถูก หรือไม่ใช่ทาง เรียนรู้ แต่ถ้าไม่นำมาปฏิบัติ ปฏิเวธ หรือผลที่มันปรากฏขึ้นกับจิตของตัวเอง ที่ได้รับรู้ รับรส มันต่างกันเหมือนเราเรียนเรื่องทานข้าว ทานอาหาร เราก็พูดได้ เขียนได้ แต่ว่า จิตของเรายังไม่ได้สัมผัส ในส่วนนี้ เราก็ไม่ได้มีอะไรจะมั่นใจว่า บวชแล้วได้อะไร..เอาอะไรกับบวช.. เพราะเรียนก็ดี รู้ก็ดี มันมีได้หลายทาง จากตำรับตำรา จากการใกล้ชิด ฟังโอวาท ฟังคำแนะนำ พร่ำสอน จากครูบา-อาจารย์ ที่ท่านเรียนมาก่อน รู้มาก่อน ประพฤติ ปฏิบัติมาก่อน แล้วมั่นใจว่า เป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่คุณธรรมอย่างสมบูรณ์ ตรงนี้จะมีน้ำหนักกว่า การอ่านตำรา ถ้าเราได้เรียนด้วย ได้ปฏิบัติด้วย แล้วมีครูบาอาจารย์ ทำเป็นแบบอย่างในทางที่ดี เกิดความอุ่นใจ เกิดความมั่นใจ เหมือนเด็กที่เดินเตาะแตะ ๆ เดินแล้วก็ล้ม ๆ ถ้ามีผู้ใหญ่มาประคอง มาพาเดิน มันก็มั่นใจ มันจะล้มก็อาศัยผู้ใหญ่ช่วยประคองแล้วก็ไปได้ไว เพราะเหตุอันนี้ ที่เรียนอยู่ที่นี่ ก็ยังสงสัยอยู่ว่า เอ้..เราเรียนตำรา การท่อง การจำ ด้วยสัญญา เราก็พอจำได้ แต่มันยังขัดข้อง อยู่ว่า ผลที่ได้รับ ยังไม่ชัดเจน ทำอย่างไรดี ก็พอดีได้ยินข่าว หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ก็ได้ไปหาท่าน ไปกราบท่านขอเป็นศิษย์ของท่าน บอกวัตถุประสงค์ ความตั้งใจว่า จะมาประพฤติปฏิบัติ ท่านก็รับไว้ ตรงนี้มันเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราไม่เคยได้ยิน ก็ได้ยินจากกรอบตำรา ที่เราได้เคย..ได้ยิน..จะอ่านตัวไหน มันก็อยู่ตัวนั้น การที่จะยักย้ายถ่ายเท เข้าสู่จิตใจของเรานั้น รู้สึกว่ามันลำบากมาก สิ่งที่เราไม่เคยได้เห็นปฏิปทา ตรงนี้เอง
ครูในครู..ครูเหนือครู..พ่อเหนือพ่อ..เรามีพ่อผู้ให้กำเนิดทางร่างกาย ผู้ที่จะให้เรารู้ ในการจะคิด..ทำอะไร.. เพื่อประกอบการงานในชีวิตนี้ ท่านให้ในกรอบ แต่พ่อในทางธรรมะ ท่านให้ในสิ่งที่สูงกว่า..ดีกว่า..จะถามว่า พ่อแม่ให้สิ่งที่ดีมั้ย ดีนั้นดี แต่ดีต่างระดับ เพราะดี ไม่ได้มีระดับเดียว เหมือนกับว่าเงิน ทุกคนมีเงิน แต่ต่างกันว่า ใครจะมีมาก มีน้อย อันนี้ก็ความดีที่ท่านแนะนำพร่ำสอน ในทางปฏิปทา ได้เห็นในสิ่งที่เราค่อนข้างเห็นได้ยาก จากที่อื่นที่จริงก็มี แต่เราไม่ได้พบเห็น ท่านไม่ได้สงเคราะห์ เพียงเรื่องว่าสอนให้ฟัง บอกสิ่งที่ให้ทำ แต่ท่านทำให้ดูด้วย เป็นเหตุให้เกิดความเคารพ ความเกรงใจ ความรัก เราจึงเร่งประพฤติ ปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านสอน ท่านหลวงปู่ชาว่า “ ท่านมาหาผมท่านจะปฏิบัติ ให้ท่านวางตำรา” ท่านพูดบ่อย ๆ ท่านพูดเรื่อย ๆ วางตำรา..วางความรู้..ที่เรียนมา วางให้หมด วางไว้แต่ไม่ให้ทิ้งนะ..ท่านอุปมาเหมือนแก้วน้ำ แก้วมันเป็นของว่าง แก้วเป็นภาชนะอันเป็นกลาง ๆ แต่ก็พร้อมจะรับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าคนเอาอะไรใส่ไปก็ได้ ถ้าเอาดินทรายใส่ให้เต็ม ก็เรียกว่า แก้วดินทรายที่เต็มแล้ว ถ้าเอาน้ำตาลทรายใส่ ก็เรียกว่า แก้วน้ำตาลทราย ถ้าเราจะพูดถึงคุณค่าทางอาหาร น้ำตาลทรายดีกว่า ถ้าเราเอาน้ำตาลทรายไปเทในแก้วดินทรายนั้นมันก็ไม่มีช่องว่างที่จะใส่ ที่จะรับ เพราะเหตุอันนี้หละ..สัญญา ที่เราเรียนมา เป็นเรื่องในอดีต ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติ เราก็เอาเรื่องของอดีตนั่นหละ เข้ามาเป็นตัวกำหนด เพราะปัจจุบันเราไม่รู้ เพราะฉะนั้น หลวงปู่ท่านบอกว่า ให้วางไว้ก่อน ศีลสังวรนะ..เป็นเบื้องต้น เป็นตัวเปลี่ยนแปลง กิริยามารยาท จำเป็นสำคัญไหม? ก็ต้องบอกว่าสำคัญ และจำเป็นหละ..เพราะมันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลง..เปลี่ยนแปลงอะไร..เปลี่ยนแปลง กิริยามารยาท เป็นช่องทางเข้าสู่ความมีธรรม เป็นธรรมที่สมบูรณ์ จะฝึก..จะฝืน..มั้ย ธรรมดา! ฝึกเพื่อที่จะปรับเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นการฝึกฝน จะเรียนหนังสืออะไร ๆ มันก็ต้องฝึก อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราจะเรียนธรรมเข้าสู่ใจ เราก็ต้องฝึกฝนทั้งกาย ทั้งวาจา ท่านบอกว่า ศีลสังวร มันเป็นเรื่องจำเป็นนะ ถ้าศีลบอด สมาธิก็บอด ปัญญามันก็บอด มันก็พิการหมด ศีลมันเน่า สมาธิมันก็เน่า ปัญญามันก็ไม่รู้อะไร มันมีแต่ปัญญาแบบทราม ๆ มีแต่ความวุ่นวาย ผสมกันไป เพราะมันขาด เพราะเหตุอันนี้เราจะมองข้ามไม่ได้ เราก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ครูบาอาจารย์แนะนำพร่ำสอน เราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ แล้วเราบวชมาทำไม? พระพุทธเจ้าสอนสิ่งนี้ เราเรียนมาแล้ว แต่ว่า เมื่อท่านเข้ามาใกล้ กำชับให้เราได้เข้าใจ ประพฤติ ปฏิบัติ มันเปลี่ยน เปลี่ยนไปตามขั้นตอน ริเริ่มเคยพูดมาก ก็พูดน้อย ๆ เคยคลุกคลี ก็ไม่คลุกคลี แค่นี้ไอ้ที่เราเรียนมาว่า กายวิเวก วจีวิเวก เราเคยท่องหนังสือ แต่สิ่งที่หยุดอยู่ตรงนี้หละ.. มันปิดกั้น เป็นนิวรณ์ธรรม เป็นอกุศล มันกางกั้น กุศลธรรม ไม่ให้ปรากฏอยู่ในจิต มันเป็นอุปสรรคต่อกุศล ท่านว่าศีลมันเริ่มมี สมาธิคือความเย็น มันก็เริ่มมา ตัวปัญญามันก็เริ่มจุดประกาย ถ้าทำไป ๆ เพราะเหตุอันนี้หละ.. เราเรียนนี้หละ..ถ้าเราไม่ประพฤติ ปฏิบัติ ตัวสัญญามันพาเราหลง ว่าเราจำได้แล้ว หัวข้อนั้นเราก็จำได้ ไอ้เรื่องจำได้ แต่มันยังไม่มีอะไรนี้หละ มันเป็นเรื่องของสัญญา เพราะเหตุอันนี้ เมื่อเข้าไปอยู่กับท่าน ได้เห็นอะไร ๆ ๆ ปรับเปลี่ยนต่าง ๆ นานา จะเห็นความแตกต่างของตัวเราเอง ไม่ได้ไปวัดกับคนอื่น ถ้าเราวัดกับคนอื่น เราอาจจะก้าวก่ายคนอื่นบ้าง ทำอย่างนั้นมันผิด มันโง่..เราไม่ทำอย่างนั้น เราทำเฉพาะเรื่องของตัวเราเอง เราพยายาม ๆ ๆ สิ่งที่เกิดมี...มันก็เห็น เห็นตัวเอง ว่าเราคิดอะไร สิ่งที่เราคิดมันดี หรือไม่ดี มันวุ่นวาย หรือว่าสงบ มันคิดอะไร มันพูดอะไร เมื่อก่อนเราเคยวุ่นวาย ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งจิต ไม่รู้ได้สิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้เอามาใช้ เราอยู่กับอารมณ์ อยากคิดอะไร มันปล่อยไปตามกระแสของอารมณ์ อยากพูดอะไร มันพูดไปตามกรอบความคิด บางครั้งอยากทำอะไร เราก็ไม่ได้ไตร่ตรอง ทีนี้เรามากลั่นกรอง แล้วเราเห็น เห็นสิ่งที่มันเกิด มันดับ สิ่งที่จิตใจเรายึด สิ่งที่ควรจะละ สิ่งที่ควรจะหลบ ท่านแนะนำทั้ง ยืน เดิน นั่ง นอน นั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี นอนถ้าไม่กลับ ถ้าเรามีสติอยู่ ทั้ง 4 อิริยาบถนั้น เขาจะสอดประสานเป็นมัชฌิมาปฏิปทาเอง เราไม่ส่งจิตไปเรื่องอื่น ใส่ใจไปเรื่องอื่น เราดู..เรารู้..เราเห็นอะไร..ในสิ่งที่ควรละ..เราก็ละ ถ้าละไม่ได้ เราก็ควบพยายามที่จะสร้างพลัง นั่งสมาธิ ทั้งปัญญา ก็เป็นเหตุให้จิตใจมันหยั่งลงสู่ความสงบ เมื่อจิตมันสงบมันก็ไม่ไปคลุกคลีกับหมู่คณะ ไม่ต้องไปพบ ..ไปหา เราจะเห็นระหว่างความรุ่นวายกับความว่าง มันต่างกันอย่างไร? , เราจะเห็นระหว่างความร้อนกับความเย็น มันต่างกันอย่างไร?
เราจะเห็นระหว่างความวุ่นวายกับความสงบ มันต่างกันอย่างไร? เราจะเห็นจิต เห็นอารมณ์ เป็นเรื่องของอารมณ์ เราจะเห็นทั้งสองอย่างนี้ มันไม่ใช่อย่างเดียวกัน มันจะเข้ามา มันปิด มันกั้น ไม่ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ เราก็เป็นทานของอารมณ์ตลอดไป ในเมื่อเรามากำหนดดูรู้แล้ว เราพยายามประคับประคอง มีสติปลงไป ปล่อยไป วางไป เป็นเหตุในจิตใจ วางอารมณ์ที่วุ่นวาย วางอารมณ์ร้าย วางอารมณ์ร้อน ใจเราก็ว่างเป็นอิสระ นั่งมันก็สนุกสนาน เพลิดเพลิน จะว่าสมาธิมาก สมาธิน้อย อัปปนาสมาธิ ขณิกสมาธิ เมื่อก่อนสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิด ถ้าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดมีขึ้น ได้รสชาติ มันไม่ได้เกิดตามตำรา เกิดจากการอ่านตำรา มันเป็นธรรมชาติที่เกิดความอิ่มใจ เป็นธรรมชาติที่เกิดความเย็นใจ เป็นธรรมชาติที่เกิดความสงบใจ ไม่มีอารมณ์อื่นมาเสียด มาเผาลนให้เร่าร้อน เราจะเห็นความสว่างเจิดจ้า เราหนอ..สมาธิหนอ..ปิติหนอ..ปัสสัสธิหนอ..ความเย็น ความเบาหนอ..สิ่งเหล่านี้มีขายไหมหนอ..สิ่งเหล่านี้มันมีเงินมากมันซื้อได้ไหมหนอ..สิ่งเหล่านี้มีอำนาจมากบังคับได้ไหมหนอ.. ไม่มี จะไปเปรียบเทียบกับอาหารชนิดไหน เทียบในรส ไม่อยู่ในโลก
เพราะเหตุอันนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” เราไม่ต้องเถียงท่าน อั้นนี้เป็นเพียงทางเข้าไปการบวชแน่แท้ ถ้าหากว่าเราประพฤติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะธรรม มันเกิดขึ้นกับจิต ตรงนี้ ศรัทธาธรรมจะไม่ตก เหมือนรากแก้วที่เชื่อมั่นในความสุข ความสงบ ความเย็น มันก็พร้อมที่จะสร้างพลังจิต พลังปัญญา มาตัดความรัก ตัดความชัง อะไรต่าง ๆ มันเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเหตุอันนี้ เมื่อมาอยู่กับครูบาอาจารย์ท่านพาทำ พาประพฤติปฏิบัติ ธรรมะเป็นเครื่องอยู่ของผู้ปฏิบัติ ถือว่าเป็นเรื่องปัจจัตตัง (รู้ได้เฉพาะตน) เป็นเรื่องไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่คำอธิบาย เป็นสิ่งที่มีอยู่เต็มอิ่มในจิตใจ ถ้าหากว่าเราประพฤติปฏิบัติ เมื่อไปอยู่กับท่าน ไปประพฤติปฏิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ค่อยเป็นค่อยไป ได้สิ่งที่เราคิดว่าลองดู ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่จิต เราค่อยเลือกเส้นทางของชีวิต
เมื่อเราผ่านเข้าสู่ระบบของคุณธรรม เราเข้าใจแล้วว่า อ้อ..นี้คือเส้นทางที่ควรเลือก หรือควรลอด เป็นเหตุให้เรารีบเร่งปฏิบัติ เจริญศีล สมาธิ ปัญญา หลวงปู่ท่านเทศน์อะไร ๆ ก็เหมือนกับว่ามันมานั่งอยู่ในหัวใจ จะคิดอะไร ๆ ก็เหมือนกับว่าท่านมากำชับ ท่านสั่งอะไร ต่าง ๆ นานา ในสิ่งเหล่านี้ ก็อาศัยอยู่กับท่าน สิ่งไหนที่พอจะช่วยได้ เราก็ช่วยท่านที่เป็นกิจภายนอก เป็นธุระ เรื่องหมู่คณะ เรื่องความเป็นอยู่ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ไม่ได้ขัดกับศีลกับธรรม ไม่ได้ผิดกับกฎหมาย แต่มันก็พอจะมีกับหมู่กับคณะ เป็นเหตุให้ครูบาอาจารย์ได้เบาใจในหมู่คณะที่ตามมาทีหลัง ให้ได้รับความสะดวกสบาย เพราะอยู่ร่วมกันมาพอสมควร ท่านก็ให้มารับผิดชอบ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากมา แต่เป็นเรื่องที่ท่านให้มา ถ้าเราไปฝืนคำท่าน ก็เหมือนว่า เรามีพ่อ เรามีแม่ พ่อแม่พูดอะไร สั่งอะไร บอกอะไร เราก็ได้ยิน แล้วเราไม่ทำตาม อันนั้นมันเป็นบาป มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องหนักอกหนักใจ ยิ่งเรามาเป็นนักบวช เราจะทำกับครูบาอาจารย์แบบนั้นไม่ได้ ก็ได้แต่ทำตามสิ่งที่ท่านมอบหมายเท่าที่จะทำได้ เท่าที่จะเป็นประโยชน์ หลวงปู่ชาท่านมอบหมายให้มาตอบพรรษาที่ 6 มารับเป็นเจ้าอาวาส มาอยู่ตอนแรกมีที่ดินวัดแค่ 5 ไร่ |
 |
กรรมกำหนดคู่
มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ
เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า
หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต
ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย
ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!
เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ
ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ
ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ
ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล
ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป
พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป
จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก
ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม
ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ
จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน
เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมา
แล้ว ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด .
คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ
ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่
ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณได้ทำดีต่อคนรักของคุณหรือยัง
เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมา
ไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่
สามีภรรยาที่ครองรักครองเรือน กันยาวนานและมีความสุขตามประสาผู้อยู่ในโลกียวิสัย นอกจากเรื่องความสมดุลทางกามารมณ์ที่ผู้รู้สมัยนี้ให้ความสำคัญมากนั้น ยังต้องมีคุณสมบัติภายในซึ่งนับว่าเป็น “ความดีภายใน” ประกอบด้วย สามีภรรยาที่ต่างก็มี “ความดีภายใน” เหมาะสมกลมกลืนกันเรียกว่า “คู่สร้างคู่สม” มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
1. มีศรัทธาสมกัน คือ มีความเชื่อในลัทธิศาสนาอย่างเดียวกัน หรือถ้านับถือศาสนาต่างกัน ก็ต้องรู้จักให้เกียรติและเคารพลัทธิความเชื่อของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ไม่ก้าวก่ายดูถูกเหยียดหยาม ความเชื่อถือของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกความหมายหนึ่ง การมีศรัทธาสมกัน หมายถึง มีแนวคิด ความเชื่อในเรื่องทั่วๆ ไปลงรอยกันได้ มีค่านิยม มีเจตคติไปในทางเดียวกัน หรือปรับเข้าหากันได้ ไม่ดึงดันเอาแต่ความคิดความเชื่อของตนว่าถูกต้องฝ่ายเดียว
2. มีศีลสมกัน คือ มีความประพฤติ มีศีลธรรมจรรยาไม่ลักลั่นกัน ถึงขนาดคนหนึ่งเป็นคนไร้ศีลไร้ธรรม อีกคนก็มีศีลธรรม อีกความหมายหนึ่ง การมีศีลสมกัน หมายเอาเพียงการปรับความประพฤติให้เข้ากันได้ในเรื่องดี เช่น ฝ่ายหนึ่งชอบเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญตักบาตรประจำ อีกฝ่ายก็ทำด้วยหรือไม่ทำก็ไม่ถึงกับขัดขวาง ส่วนในเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องต่างฝ่ายต่างต้อง “ปรับปรุงตัวเอง” ให้ดีขึ้น
เช่น สามีเคยเที่ยวดึกๆ ดื่นๆ ดื่มเหล้าเมายา ก็ปรับให้ลดลงบ้าง ไม่ใช่เห็นฝ่ายหนึ่งไม่ดีแล้วปรับตนให้เลวตาม อย่างเช่น สามีเล่นม้า ภรรยาก็เล่นตาม อย่างนี้เรียกว่าปรับความประพฤติให้ชั่วเหมือนกัน ถึงจะไปกันได้ดี แต่ก็จะพากันลงนรก ไม่ถือว่าเป็น “คู่สร้างคู่สม”
3. มีน้ำใจสมกัน คือ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เสียสละเหมือนๆ กัน ถ้าฝ่ายหนึ่งงกเห็นแก่ได้ อีกฝ่ายใจกว้างเป็นมหาสมุทร เรียกว่าน้ำใจยังไม่สมกัน ควรปรับให้พอเหมาะพอสมกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งคิดเล็กคิดน้อย ไม่เคยให้อะไรใครเปล่าๆ ทุกอย่างจะต้องได้คืนหรือมีผลตอบแทนหมด แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว อย่างนี้ก็ยากที่จะอยู่กันยืด
4. มีปัญญาสมกัน คือ มีความรู้ความเข้าใจไปกันได้ในเรื่องหลักๆ ไม่ใช่ต่างกันหรือสวนทางกันชนิดขาวกับดำ ความรู้ในที่นี้เน้นความมีเหตุมีผล ยอมรับฟังกันมากกว่า “ปริญญาบัตร” โดยนัยนี้ คนที่จบแค่มัธยมศึกษา ถ้ามีความรู้ มีเหตุมีผลเข้ากันได้ทางด้านความคิดกับคนระดับปริญญาเอก ก็สามารถเป็น “คู่สร้างคู่สม” กันทางความรู้ได้
สามีภรรยาที่ปรับศรัทธา-ความประพฤติ-น้ำใจ และปัญญาให้กลมกลืน ชีวิตคู่ก็จะราบรื่นชั่วกาลนาน
เป็นภรรยาแบบไหนดี
คนโบราณว่า ชายหนุ่มจะเลือกสตรีมาเป็นคู่ครอง ควรดูให้ครบ ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ถ้าหาได้ไม่ครบก็ควรเลือกเอาคุณสมบัติ คือ ถึงจะไม่ได้เมียสวย เมียรวย ก็ขอให้ได้เมียดี ดีแค่ไหน อย่างไรนั้นพูดยาก แล้วแต่ความเหมาะสมและความชอบส่วนตัว หญิงบางคนจู้จี้ ขี้บ่น ขี้นินทา ชายบางคนอาจเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นภรรยาตน เพราะอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงาปาก ฟังเธอนินทาคนอื่นเพลินไป อย่างนี้ก็มี
คัมภีร์พระไตรปิฎก พูดถึงภรรยาไว้ 7 ประเภท คือ
(1) ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต ได้แก่ ภรรยาล้างผลาญประเภทคู่เวรคู่กรรม คิดแต่จะทำลายสามีให้ย่อยยับ จนกระทั่งทำลายชีวิต
(2) ภรรยาเยี่ยงโจร ได้แก่ ภรรยาปล้นทรัพย์ประเภท “กะเชอก้นรั่ว” หามาได้เท่าใดไม่พอใช้จ่าย ใครมีภรรยาชนิดนี้ ต่อไปให้ร่ำรวยขนาดไหน ไม่ช้าก็หมดตัว
(3) ภรรยาเยี่ยงนาย ได้แก่ ภรรยาที่ทำตนเหนือสามี ดูถูกสามีว่าด้อยกว่าตน ภูมิใจนักหนาที่ได้แสดงตนให้คนอื่นเห็นว่าสามีเสมือนลูกไก่ในกำมือตน จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
(4) ภรรยาเยี่ยงแม่ ได้แก่ ภรรยาที่รักเอ็นดูสามีเสมือนแม่รักและเอ็นดูลูก ปรนนิบัติและเป็นห่วงสามีสารพัด ไม่ทอดทิ้งสามีไม่ว่ากรณีใดๆ
(5) ภรรยาเยี่ยงน้องสาว ได้แก่ ภรรยาที่ทำตนดุจน้องสาว สามีภรรยาเช่นนี้มักทะเลาะเบาะแว้งกระทบกระทั่งกันเรื่อยด้วยสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ แบบพี่ทะเลาะกับน้อง แต่ก็ตัดไม่ตายขายไม่ขาด
(6) ภรรยาเยี่ยงเพื่อน ได้แก่ ภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดของสามีเหมือนเพื่อนรัก คอยปรึกษาหารือกันและกัน ให้เกียรติกัน ช่วยงานกันและกัน เช่นสามีภรรยาเป็นครูด้วยกัน ช่วยกันตรวจการบ้านเด็ก หรือสามีเป็นนักเขียน ภรรยาช่วยค้นข้อมูล ช่วยตรวจทานต้นฉบับให้ เป็นต้น
(7) ภรรยาเยี่ยงทาสี ได้แก่ ภรรยาที่ยอมให้สามีดุด่าสับโขกตบต่อยทุบตี ยอมทนเพราะ “รัก” สามีสุดหัวใจ ภรรยาบางคนได้สามีเป็นปีศาจสุรา ต้องวิ่งซื้อน้ำแข็ง โซดา ทำกับแกล้มเลี้ยงปีศาจและเพื่อนปีศาจไม่เว้นแต่ละวันก็มี
สามีพึง ทราบว่ามี 7 ประเภทเหมือนกัน สามีภรรยาทั้ง 7 ประเภทนี้มีอยู่ทั่วไป ใครเป็นคู่ครองแบบไหนก็โปรดพิจารณาเอา ถ้าที่เป็นอยู่แล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ดี ก็อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นตามต้องการ ไม่มีอะไรสายเกินแก้ ถ้าแน่วแน่แก้ไขจริงจัง
บุพเพสันนิวาส คือ การได้เคยอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ จนส่งผลให้ได้มาเป็นคู่ครองกันในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าเคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วบุพเพสันนิวาสหมายถึงการที่อาจจะได้อยู่ร่วมกันในฐานะอื่นก็ได้เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อน ครูกับศิษย์ นายกับบ่าว เป็นต้น การที่มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันนี้เมื่อเกิดมาร่วมกัน ก็มักจะสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมา ทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เนื้อคู่ คือ หญิงและชายที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันมาก่อนในอดีตชาติ คู่ครอง คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบัน คู่กรรม คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่ มักไม่มีความสุข เนื่องจากการมาอยู่ร่วมกันนั้นเกิดจากวิบากกรรมที่ทำร่วมกันหรือวิบากกรรม ที่มีต่อกันมาส่งผล เช่น อาจเคยทำบาปร่วมกัน หรือเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน
♥เหตุแห่งการได้อยู่ร่วมกัน♥ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเหตุที่หญิงและชายได้รักกันและได้เป็นสามีภรรยากันนั้นมี 2 ปัจจัยคือ 1.การได้อยู่ร่วมกันในกาลก่อน 2.การได้เกื้อหนุนกันในชาติปัจจุบัน เนื่อง จากวัฏสงสารยาวไกลจนหาจุดเริ่มต้นและที่สุดไม่ได้ หญิงชายแต่ละคนจึงมีเนื้อคู่มากมายเป้นหมื่นแสนคน แต่ละชาติที่เกิดมาก็ได้พบเจอเนื้อคู่ได้หลายๆคน พร้อมๆกัน หรืออาจจะไม่ได้เจอสักคนเลยก็ได้ กรณีที่ไม่ ได้เจอกันเลย หญิงชายนั้นก็อาจมีคู่ได้กับบุคคลใกล้ชิดที่ได้เกื้อหนุนกันในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อได้เป็นคู่กันในปัจจุบันแล้วหญิงชายนั้นก็จะได้เป็นเนื้อคู่กันต่อ ไป
♥ลำดับของเนื้อคู่♥ เพ ระเหตุที่แต่ละคนมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าแล้วใครกันเล่าที่สมควรจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันมากที่ สุด และจะมีวิธีการเลือกอย่างไร แม้จะมี เนื้อคู่จำนวนมากมาย แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วจะมีความสุขที่สุด เมื่อพบหน้ากันแล้วไม่อาจตัดใจรักให้ขาดจากกันได้ บุคคลนี้คือเนื้อคู่ที่ได้อยู่ร่วมกันมามากที่สุดเป็นแสนเป็นล้านชาติ เป็นเนื้อคู่ลำดับที่1กฏแห่งกรรมจะจัดสรรการมีคู่ไว้ให้เรียบ ร้อย คือ หากเรามีเนื้อคู่เกิดมาพร้อมกัน ใจเราจะเป็นผู้เลือกโดยจะเลือกเนื้อคู่ลำดับต้นเสมอ เมื่อเลือกแล้วคู่ลำดับอื่นเขาจะหลีกทางและไปหาคู่ของเขาต่อไป แต่กฏแห่งกรรมอีกเช่นกัน ที่บางชาติกลับทำให้คู่ลำดับต้นๆได้พบกันทีหลัง
หลัง จากที่อีกฝ่ายได้เลือกคู่ครองไปแล้วซึ่งแม้จะได้พบกันทีหลัง แต่เพราะเป็นคู่ลำดับต้น จิตใจของทั้งคู่ก็จะร้อนรนทนไม่ไหว จึงต้องรักกันอีกครั้ง ซึ่งความรักครั้งนี้ต้องหัก ต้องบังคับฝืนใจกันอย่างเต็มกำลัง กล่าวกันว่าแม้พระภิกษุผู้มั่นคงในศีล เมื่อได้เจอเนื้อคู่ลำดับต้นๆ ยังทนไม่ได้ ต้องศึกหาลาเพศมาอยู่กับเนื้อคู่ของตนจนได้ เหตุที่เนื้อคู่ลำดับต้นมา เกิดในชาติภพเดียวกัน แต่กลับไม่สมกันนั้น มีเหตุเดียว คือ กรรมพลัดพรากได้มาส่งผลเป็นวิบากแก่ทั้งคู่อย่างร้ายแรง หากกรรมนั้นใกล้จะหมดผล เขาทั้งสองก็อาจได้เป็นคู่ครองกันในชาตินั้น แต่หากกรรมนั้นยังรุนแรงอยู่ ทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมนั้นให้หมด แล้วจึงจะได้มีวาสนาอยู่ร่วมกันในชาติต่อๆไป
♥เหตุที่อกหักผิดหวังในความรัก♥ นอก จากการผิดหวังจากเนื้อคู่ลำดับต้นๆ ซึ่งเกิดจากกรรมพลัดพรากแล้ว บางครั้งคนเราก็อาจต้องผิดหวังในความรัก โดยมีเหตุมาจากกรรมทั้งสิ้น คืออยู่กับคู่ครองไม่มีความสุข ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ หรือมีปัญหาให้ทุกข์ใจตลอด เหตุ ที่เป็นดังนี้ แสดงว่าคู่ครองนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ลำดับที่1-5 เนื่องจากกรรมจากการเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรม ส่งผลให้ไม่ได้พบเนื้อคู่ลำดับต้นๆหรือ อาจเป็นเพราะทั้งสองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ได้เคยผูกใจเจ็บกันมา ชาตินี้จึงต้องมาแก้แค้นกันเอง และแรงอาฆาตได้ผลักดันให้ทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน และแก้แค้นกันเองตามแรงอาฆาตนั้นหรือ บางคนรักเขาข้างเดียว อกหักบ่อยครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจด้วยเลย เหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตชาติเคยอาฆาตเขาไว้ แต่เขาไม่ได้อาฆาตตอบและไม่ได้ถือโกรธด้วย ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว อย่างนี้ไม่ได้เป็นเนื้อคู่ เป็นเพียงคู่กรรมเท่านั้น
♥คู่บารมี♥ เรื่องของคู่บารมีเป็นคู่สำคัญ เป้นคู่ที่ยาวนาน เพราะต้องร่วมกันสร้างบารมีขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นเพราะโพธิสัตว์ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเนื้อคู่ที่จะเคียงข้างกันไป การเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องการกำลังใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลกพระโพธิสัตว์นั้นใช้เวลา ยาวนานมากในการสร้างสมบุญบารมีกว่าที่จะสามารถตรัสรู้เป้นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าได้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และอย่างช้าก็เนิ่นนานจนถึง 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัปเลยทีเดียว
คน ที่ตั้งใจเป็นคู่บารมีนั้นจึงต้องมีความเสียสละและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันบุคคล ผู้ปรารถนาเป็นคู่บารมีนั้น จะเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุด ได้เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และเป็นเนื้อคู่ลำดับที่ 1 อย่างเที่ยงแท้ การ เป็นคู่บารมีนั้นลำบากมากยิ่งนัก เพราะคนเป็นคู่บารมีนั้นจะต้องพบกับสิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ต้องช่วยพระโพธิสัตว์ทำงานอย่างเต็มกำลัง ในบางชาติอาจต้องร่วมสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์เช่น ต้องสละชีวิตร่วมกัน ต้องถูกบริจาคลูก หรือตัวเอง เพื่อเสริมบารมีให้พระโพธิสัตว์เป็นต้น ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คู่บารมีนั้นก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุโลกตรธรรมได้
New Posts คนที่คบอยู่เปลี่ยนจากคู่กรรมเป็นคู่บุญได้มั๊ย
- มีทางและเป็นไปได้มั๊ย ขึ้นกับแฟนคุณนั่นแหละครับ
- ที่คู่ในลักษณะนี้หรือคู่กรรมจะกลายเป็นคู่บุญหรือคู่ที่เราจะใช่ชีวิตอยู่ไปด้วยกันต่อไปได้ ก็คงไม่ได้เป็นคู่บุญ 100 % หรือคู่กรรม 100 % หรอกครับ ก็คงเป็นคู่บารมีของคุณคนหนึ่ง
ลองสังเกตุดังนี้ ก่อนพบกับแฟน คุณมี ทาน ศีล สมาธิ ระดับใด แฟนของคุณมี ทาน ศีล สมาธิ เสมอกันหรือไม่ ตอนที่คบกันใหม่ๆ
แล้วตอนนี้คุณมี ทาน ศีล สมาธิ ระดับใด แล้วแฟนของคุณมี ทาน ศีล สมาธิ ระดับใด เสมอกันหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากัน คุยกันไม่รู้เรื่องหรอกครับ เดี๋ยวก็เลิก
แล้ว ก็ถ้า ไม่เคยให้ทาน ไม่รักษาศีล ไม่เคยนั่งสมาธิ แล้วล่ะก็มักจะคลาดกับคู่บารมีอันดับต้น มาเจอคู่บารมีอันดับท้ายๆ เขาจะทนเราไม่ได้ เพราะเคยเป็นคู่กันมาน้อยชาติ
- ถ้าเราหมั่นแต่สร้างกรรมดีต่อกันไปเรื่อยๆ - มีวิธีไหนจะเจือจางกรรมเก่าระหว่างเรากับเค้าได้ดี ทำ บุญร่วมกัน เช่น สังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน กฐิน ชวนไปวัดนั่งสมาธิด้วยกัน ถ้าคุณเป็นผู้นำทำบุญ เขาก็จะเป็นบริวารของคุณ เพราะคุณใช้กำลังใจมากกว่า เป็นผู้ชักชวนให้ทำบุญ
ถ้าเราไปทำบุญมาแล้วเขาไม่โมทนาบุญด้วย ก็เตรียมใจได้เลย เดี๋ยวเขาก็ไปหาคนใหม่ เพราะบุญไม่เท่ากัน เขาเรียกว่าไม่ได้ทำบุญร่วมกัน ไม่มีวาสนาต่อกัน
- เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันคบหากันได้แบบคู่รักอย่างมีความสุข รักตัวเองดีกว่าครับ ความสุขทางธรรมนั้นปราณีตกว่ามากครับ
-แสดงว่าถ้าทาน ศีล สมาธิ ปัญญาไม่เสมอกันยังไงก็ไม่มีทางไปด้วยกันได้ เคยได้ฟังมาว่า พระพุทธเจ้าท่าน บอกแบบนี้ครับ คือ คู่ เทวดา-เทวดา มนุษย์-มนุษย์ .. แบบนี้อยู่ด้วยกันได้เข้าใจกันดี
คู่
บุพเพสันนิวาส คือ การได้เคยอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ จนส่งผลให้ได้มาเป็นคู่ครองกันในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าเคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วบุพเพสันนิวาสหมายถึงการที่อาจจะได้อยู่ร่วมกันในฐานะอื่นก็ ได้ เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อครูกับศิษย์ นายกับบ่าว เป็นต้น การที่มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันนี้เมื่อเกิดมาร่วมกัน ก็มักจะสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมา ทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข
เนื้อคู่ คือ หญิงและชายที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันมาก่อนในอดีตชาติ
คู่ครอง คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบัน
คู่กรรม คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่มักไม่มีความสุข
เนื่องจากการมาอยู่ร่วมกันนั้นเกิดจากวิบากของกรรมที่ทำร่วมกันหรือวิบากกรรมที่มีต่ อกันมาส่งผล เช่น อาจเคยทำบาปร่วมกัน หรือเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนเป็นต้น
คู่ บารมี คือ เนื้อคู่ที่ได้ติดตามกันมา ส่งเสริมกันและกันในทางที่ดี ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาร่วมกันนับชาติไม่ถ้วน และจะติดตามกันต่อไปจนกว่าจะสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ มักใช้คำนี้กับพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีกับเนื้อคู่ลำดับ ๑ ที่จะได้เป็นคู่ครองกับในชาติสุดท้าย
เหตุแห่งการได้อยู่ร่วมกัน
ดังที่พระพุทธองค์ได้แสดงเหตุที่หญิงชายได้รักและได้เป็นสามีภรรยากันนั้นมี ๒ ปัจจัย คือ
? การได้อยู่ร่วมกันในกาลก่อน
? การได้เกื้อหนุนกันในชาติปัจจุบัน
เนื่อง จากวัฎสงสารยาวไกลจนหาจุดเริ่มต้นและที่สุดไม่ได้ หญิงชายแต่ละคนจึงมีเนื้อคู่มากมายเป็นแสนคน แต่ละชาติที่เกิดมาก็อาจได้พบเจอเนื้อคู่ได้หลาย ๆ คนพร้อมกัน หรืออาจไม่ได้เจอเนื้อคู่เลยสักคนก็เป็นได้ กรณีที่ไม่เจอเนื้อคู่เลยนั้น หญิงชายนั้นก็อาจมีคู่ได้กับบุคคลใกล้ชิดที่ได้เกื้อหนุนกันในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อได้เป็นคู่กันในปัจจุบันแล้วหญิงชายนั้นก็จะได้เป็นเนื้อคู่กันต่อ ไป
ลำดับของเนื้อคู่
เพราะเหตุที่แต่ละคนมี เนื้อคู่จำนวนมากมาย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าแล้วใครกันเล่าที่สมควรจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันมากที่ สุด และจะมีวิธีการเลือกอย่างไร แม้จะมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุด เมื่อพบหน้ากันแล้วไม่อาจตัดใจรักให้ขาดจากกันได้ บุคคลนี้คือเนื้อคู่ที่ได้อยู่ร่วมกันมามากที่สุดเป็นแสนเป็นล้านชาติ เป็นเนื้อคู่ลำดับที่ ๑ กฎแห่งกรรมจะจัดสรรการมีคู่ไว้ให้เราเรียบร้อย คือ หากเรามีเนื้อคู่เกิดมาพร้อมกัน ใจเราจะเป็นผู้เลือกเนื้อคู่ลำดับต้นเสมอ เมื่อเลือกแล้วคู่ลำดับอื่นเขาจะหลีกทางและไปหาคู่ของเขาต่อไป แต่กฎแห่งกรรมอีกเช่นกัน ที่บางชาติ กลับทำให้คู่ลำดับต้น ๆ ได้มาพบกันทีหลังหลังจากที่อีกฝ่ายได้เลือกคู่ครองไปแล้วซึ่งแม้จะได้พบกัน ทีหลัง แต่เพราะเป็นคู่ลำดับต้น จิตใจของทั้งคู่ก็จะร้อนรนทนไม่ไหว จึงต้องรักกันอีกครั้งซึ่งความรักครั้งนี้ต้องหัก ต้องบังคับฝืนใจกันอย่างเต็มกำลัง กล่าวกันว่าแม้พระภิกษุผู้มั่นคงในศีล เมื่อได้เจอเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ยังทนไม่ได้ ต้องสึกหาลาเพศมาอยู่กับเนื้อคู่ของตนจนได้ เหตุที่เนื้อคู่ลำดับต้นมาเกิดในชาติภพเดียวกัน แต่กลับไม่สมกันนั้น มีเหตุเดียว คือ กรรมพลัดพรากได้มาส่งผลเป็นวิบากแก่ทั้งคู่อย่างร้ายแรง หากกรรมนั้นใกล้จะหมดผลเขาทั้งสองก็อาจได้เป็นคู่ครองกันในชาตินั้น แต่หากกรรมนั้นยังรุนแรงอยู่ทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมนั้นให้หมด แล้วจึงจะได้มีวาสนาอยู่ร่วมกันในชาติต่อ ๆ ไป
เหตุที่อกหักผิดหวังในความรัก
นอก จากการผิดหวังจากเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ซึ่งเกิดจากกรรมพลัดพรากแล้ว บางครั้งคนเราก็อาจต้องผิดหวังในความรัก โดยมีเหตุมาจากกรรมทั้งสิ้น คืออยู่กับคู่ครองไม่มีความสุข ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำหรือมีปัญหาให้ทุกข์ใจตลอด เหตุที่เป็นดังนี้ แสดงว่าคู่ครองนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ลำดับที่ ๑-๕ เนื่องจากกรรมจากการเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมส่งผลให้ไม่ได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ได้เคยผูกใจเจ็บกันมา ชาตินี้จึงต้องมาแก้แค้นกันเอง และแรงอาฆาตได้ผลักดันให้ทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน และแก้แค้นกันเองตามแรงอาฆาตนั้น หรือบางคนรักเขาข้างเดียว อกหักบ่อยครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจด้วยเลย เหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตชาติเคยอาฆาตเขาไว้ แต่เขาไม่ได้อาฆาตตอบและไม่ได้ถือโกรธด้วย ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว อย่างนี้ไม่ได้เป็นเนื้อคู่ เป็นเพียงคู่กรรมเท่านั้น
ทำอย่างไรจึงจะได้อยู่ร่วมกัน
เมื่อ ความรักหวานชื่น คู่ครองทั้งหลายย่อมต้องอยากเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันอีก ซึ่งผลกรรมก็ได้จัดสรรการเกิดมาเป็นคู่ครองกันอีกตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่นอกจากการรอให้กรรมเป็นตัวจัดสรรแล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะได้พบและอยู่เป็นคู่ครองกับเนื้อคู่ของเราได้ในอนาคต โดยการอธิษฐาน แต่แม้จะมีอธิษฐานร่วมกัน สุดท้ายการได้อยู่ร่วมกันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมอยู่ดี การอธิษฐานนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษคือ ในด้านประโยชน์ ทำให้เนื้อคู่ทั้งสองมีโอกาสกลับมาเป็นคู่ครองกันในชาติต่อ ๆไป ได้ง่าย แต่ในแง่ของโทษ บางครั้งก็ทำให้การใช้ชีวิตไม่เป็นปกติสุข เช่น หากเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้ไม่ได้มาเกิด หรือมาเ กิดแล้วแต่ยังไม่ได้พบกัน ฝ่ายที่รออยู่จะไม่สามารถมีคู่ได้ จิตใจไม่รักใคร หรือแม้จะได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ แต่ก็มีเหตุให้ไม่สมหวังทุกครั้งไป เนื่องจากแรงอธิษฐานนั้นฉุดรั้งไว้ หรือบางครั้งจิตใจมีสังหรณ์อยู่เสมอว่ารอคอยใครอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยใคร
การแก้ปัญหาเรื่องอธิษฐาน
หาก แน่ใจว่าเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้คงไม่ได้พบเจอกันแน่แล้ว หรืออยากจะปล่อยวางเพื่อมีโอกาสได้ตัดสินใจกับเนื้อคู่ลำดับอื่น สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงอธิษฐานขออนุญาตเนื้อคู่ว่า ขอละคำอธิษฐานนั้น ขอให้ชีวิตได้พบเนื้อคู่ที่สมกัน และได้ใช้ชีวิตคู่อย่างปกติและมีความสุข
คู่บารมี
สุด ท้ายคือเรื่องของคู่บารมี เป็นคู่สำคัญ เป็นคู่ที่ยาวนาน เพราะต้องร่วมกันสร้างบารมีขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเนื้อคู่ที่จะเคียงข้างกันไป การเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องการกำลังใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก พระโพธิสัตว์นั้นต้องใช้เวลายาวนานมากในการสร้างบุญบารมีกว่าที่จะสามารถ ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และอย่างช้าก็เนิ่นนานจนถึง ๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปเลยทีเดียว
คนที่ตั้งใจเป็นคู่บารมีจึงต้องมีความเสียสละและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันบุคคลผู้ปรารถนา เป็น คู่บารมีนั้น จะเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุดได้เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และเป็นเนื้อคู่ลำดับ ๑ อย่างเที่ยงแท้ การเป็นคู่บารมีนั้นลำบากมากยิ่งนัก เพราะคนเป็นคู่บารมีนั้นจะต้องพบกับสิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ต้องช่วยพระโพธิสัตว์ทำงานอย่างเต็มกำลัง ในบางชาติอาจต้องร่วมสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์ เช่น ต้องสละชีวิตร่วมกัน ต้องถูกบริจาคลูก หรือตัวเองเพื่อเสริมบารมีให้พระโพธิสัตว์ เป็นต้น ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คู่บารมีนั้นก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุโลกุตรธรรมได้
New Posts อ้างอิง คนบางคู่ทะเลาะกันเสร็จแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็รีบง้อ รีบขอโทษ
ที่เคยเห็นส่วนใหญ่ คนที่งอนนี่ก็จะงอนตลอด ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิดแลย แล้วฝ่ายง้อก็ง้อตลอด แล้วฝ่ายงอนก็จะเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น อะไรนิดอะไรหน่อยไม่ได้ จำไปจนตาย เรื่องมันก็เริ่มสะสมๆ
ลำดับของเนื้อคู่
เพราะเหตุที่แต่ละคนมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าแล้วใครกันเล่า ที่สมควรจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และจะมีวิธีการเลือกอย่างไร
แม้จะมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้ว มีความสุขที่สุด เมื่อพบหน้ากันแล้วไม่อาจตัดใจรักให้ขาดจากกันได้
บุคคลนี้คือเนื้อคู่ที่ได้อยู่ร่วมกันมามากที่สุดเป็ นแสนเป็นล้านชาติ เป็นเนื้อคู่ลำดับที่ ๑ กฎแห่งกรรมจะจัดสรรการมีคู่ไว้ให้เราเรียบร้อย
คือ หากเรามีเนื้อคู่เกิดมาพร้อมกัน ใจเราจะเป็นผู้เลือกเนื้อคู่ลำดับต้นเสมอ เมื่อเลือกแล้วคู่ลำดับอื่นเขาจะหลีกทางและไปหาคู่ขอ งเขาต่อไป
แต่กฎแห่งกรรมอีกเช่นกัน ที่บางชาติ กลับทำให้คู่ลำดับต้นๆ ได้มาพบกันทีหลัง หลังจากที่อีกฝ่ายได้เลือกคู่ครองไปแล้ว
ซึ่งแม้จะได้พบกันทีหลัง แต่เพราะเป็นคู่ลำดับต้น จิตใจของทั้งคู่ก็จะร้อนรนทนไม่ไหว จึงต้องรักกันอีกครั้งซึ่งความรักครั้งนี้ต้องหัก ต้องบังคับฝืนใจกันอย่างเต็มกำลัง
กล่าวกันว่าแม้พระภิกษุผู้มั่นคงในศีล เมื่อได้เจอเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ยังทนไม่ได้ ต้องสึกหาลาเพศมาอยู่กับเนื้อคู่ของตนจนได้
เหตุที่เนื้อคู่ลำดับต้นมาเกิดในชาติภพเดียวกัน แต่กลับไม่สมกันนั้น มีเหตุเดียว คือ กรรมพลัดพรากได้มาส่งผลเป็นวิบากแก่ทั้งคู่อย่างร้าย แรง
หากกรรมนั้นใกล้จะหมดผล เขาทั้งสองก็อาจได้เป็นคู่ครองกันในชาตินั้น
แต่หากกรรมนั้นยังรุนแรงอยู่ ทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมนั้นให้หมด แล้วจึงจะได้มีวาสนาอยู่ร่วมกันในชาติต่อ
เหตุที่อกหักผิดหวังในความรัก
นอกจากการผิดหวังจากเนื้อคู่ลำดับต้นๆ ซึ่งเกิดจากกรรมพลัดพรากแล้ว บางครั้งคนเราก็อาจต้องผิดหวังในความรัก โดยมีเหตุมาจากกรรมทั้งสิ้น
คืออยู่กับคู่ครองไม่มีความสุข ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำหรือมีปัญหาให้ทุกข์ใจตลอ ด
เหตุที่เป็นดังนี้ แสดงว่าคู่ครองนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ลำดับที่ ๑-๕ เนื่องจากกรรมจากการเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรม ส่งผลให้ไม่ได้พบเนื้อคู่ลำดับต้นๆ
หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ได้เคยผูกใจเจ็บกันมา ชาตินี้จึงต้องมาแก้แค้นกันเอง และแรงอาฆาตได้ผลักดันให้ทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน และแก้แค้นกันเองตามแรงอาฆาตนั้น
หรือบางคนรักเขาข้างเดียว อกหักบ่อยครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจด้วยเลย เหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตชาติเคยอาฆาตเขาไว้ แต่เขาไม่ได้อาฆาตตอบและไม่ได้ถือโกรธด้วย ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเขาอยู่เพียงฝ่ายเดี ยว อย่างนี้ไม่ได้เป็นเนื้อคู่ เป็นเพียงคู่กรรมเท่านั้น
ทำอย่างไรจึงจะได้อยู่ร่วมกัน
เมื่อความรักหวานชื่น คู่ครองทั้งหลายย่อมต้องอยากเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันอี ก ซึ่งผลกรรมก็ได้จัดสรรการเกิดมาเป็นคู่ครองกันอีกตาม ที่ได้กล่าวมาแล้ว
แต่นอกจากการรอให้กรรมเป็นตัวจัดสรรแล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะได้พบ และอยู่เป็นคู่ครองกับเนื้อคู่ของเราได้ในอนาคต โดยการอธิษฐาน
แต่แม้จะมีอธิษฐานร่วมกัน สุดท้ายการได้อยู่ร่วมกัน ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมอยู่ดี
การอธิษฐานนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษคือ
ในด้านประโยชน์ ทำให้เนื้อคู่ทั้งสอง มีโอกาสกลับมาเป็นคู่ครองกันในชาติต่อๆ ไป ได้ง่าย
แต่ในแง่ของโทษ บางครั้งก็ทำให้การใช้ชีวิตไม่เป็นปกติสุข เช่น หากเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้ไม่ได้มาเกิด หรือมาเ กิดแล้วแต่ยังไม่ได้พบกัน
ฝ่ายที่รออยู่จะไม่สามารถมีคู่ได้ จิตใจไม่รักใคร หรือแม้จะได้พบเนื้อคู่ลำดับต้นๆ แต่ก็มีเหตุให้ไม่สมหวังทุกครั้งไป เนื่องจากแรงอธิษฐานนั้นฉุดรั้งไว้ หรือบางครั้งจิตใจมีสังหรณ์อยู่เสมอว่ารอคอยใครอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยใคร
การแก้ปัญหาเรื่องอธิษฐาน
หากแน่ใจว่าเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้คงไม่ได้พบเจอกั นแน่แล้ว หรืออยากจะปล่อยวางเพื่อมีโอกาสได้ตัดสินใจกับเนื้อค ู่ลำดับอื่น
สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงอธิษฐานขออนุญาตเนื้อคู่ว่า ขอละคำอธิษฐานนั้น ขอให้ชีวิตได้พบเนื้อคู่ที่สมกัน และได้ใช้ชีวิตคู่อย่างปกติและมีความสุข
คู่บารมี
สุดท้ายคือเรื่องของคู่บารมี เป็นคู่สำคัญ เป็นคู่ที่ยาวนาน
เพราะต้องร่วมกันสร้างบารมีขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพระโพ ธิสัตว์ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเนื้อคู่ที่จะเคียงข้างกันไป
การเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องการกำลังใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก พระโพธิสัตว์นั้นต้องใช้เวลายาวนานมากในการสร้างบุญบ ารมี กว่าที่จะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และอย่างช้าก็เนิ่นนานจนถึง ๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปเลยทีเดียว
[พระนางมัทรี : คู่บารมีพระโพธิสัตว์เวสสันดร]
คนที่ตั้งใจเป็นคู่บารมีจึงต้องมีความเสียสละ และเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันบุคคลผู้ปรารถนาเป็นคู่บารมีน ั้น
จะเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุด ได้เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และเป็นเนื้อคู่ลำดับ ๑ อย่างเที่ยงแท้
การเป็นคู่บารมีนั้นลำบากมากยิ่งนัก เพราะคนเป็นคู่บารมีนั้นจะต้องพบกับสิ่งต่อไปนี้
คือ ต้องเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ต้องช่วยพระโพธิสัตว์ทำงานอย่างเต็มกำลัง ในบางชาติอาจต้องร่วมสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์
เช่น ต้องสละชีวิตร่วมกัน ต้องถูกบริจาคลูก หรือตัวเองเพื่อเสริมบารมีให้พระโพธิสัตว์ เป็นต้น
ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ ้า คู่บารมีนั้นก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุโลกุตรธรรมได้
พุทธองค์ตรัสถึงลักษณะของ ภริยาของบุรุษนั้นมี ๗ จำพวก....ดังนี้
๑. ภริยา ที่จิตคิดประทุษร้ายสามี ประพฤติในสิ่งที่เป็นโทษต่อสามี ยินดีรักใคร่ในบุรุษอื่นดูหมิ่นล่วงเกินสามี และขวนขวานขวายเพื่อจะฆ่าสามี เพื่อต้องการมีใหม่ นี้ชื่อว่า ...วธกภริยา คือ ภริยาดุจดังเพชรฆาต
๒. ภริยาที่ไม่รู้จักเก็บงำ ทรัพย์สินใด ๆ ที่สามีหามาได้โดยยาก ปรารถนาเพียงแต่จะใช้จ่ายทรพย์ให้หมดสิ้นไป เงินเดือนออกเมื่อไหร่เป็นว่ารอเฝ้าที่หน้าสำนักงาน เก็บเรียบ งกคนเดียว นี้ชื่อว่า โจรีภริยา ภริยาดุจดังโจร
๓. ภริยา ที่ไม่ปรารถนาทำการงานใด ๆ เกียจคร้าน กินจุ จุกจิก หยาบช้า ดุร้าย ปากคอระรานไปทั่ว กดขี่ข่มแหงผู้คอยรับใช้ นี้ชื่อว่า อัยยาภริยา คือ ภริยาดุจดังเจ้าของ
๔. ภริยาที่มีจิต โอบอ้อม อารีย์ บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูล ทุกเมื่อ ดูแลสามีดุจมารดาดูแลรักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาด้วยความลำบากไว้ได้ จัดการ ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม นี้ชื่อว่า มาตาภริยา ภริยาดุจมารดา
๕. ภริยา ที่มีความเคารพต่อสามี มีความละอายแก่ใจปฏิบัติตามหน้าที่ และตามความพอใจของสามีดุจน้องสาว ไม่ขัดขืน มีความเคาพต่อสามีเยี่ยงพี่ชาย นี้ชื่อว่า ภคินีภริยา ภริยาดุจน้องสาว
๖. ภริยา ที่มีจิตร่าเริง เมื่อเห็นหน้าสามีคล้ายกับเห็นเพื่อนสนิทมิตรสหายผู้จากกันไปนาน เป็นผู้รักษาวงศ์ตระกูล ปรนนิบัติต่อสามีเสมอต้นเสมอปลาย นี้ชี่อว่า สขีภริยา ภริยาดุจเพื่อน
๗. ภริยา ที่ไม่มีความโกรธ แม้ถูกขู่ ถูกคุกคามต่างๆ ด้วยชีวิตหรืออาชญา หรือถูกสามีทุบตีทำร้ายนานา ก็ไม่มีจิตประทุษร้ายตอบ อดกลิ้นต่อสามี ยอมตาม อำนาจสามีเสมอ นี้ชื่อว่า ทาสีภริยา ภริยาดุจทาส
จาก นั้นพระพุทธองค์ทรงสรุปว่า ภริยา ๓ จำพวกต้นนั้นเมื่อล่วงลับไปแล้ว..ย่อมบังเกิดในนรก ส่วน ๔ จำพวกนอกนั้นย่อมไปบังเกิดในเทวโลก ชั้นนิมมารนรดี
จึง ไม่ต้องแปลกใจว่า..คู่สามีภรรยา เมื่อเริ่มคบกัน ก็คบกันแบบเพื่อนบ้าง...แบบน้องสาวบ้าง..แบบพี่สาวบ้างแล้วก็พัฒนามาเป็นคู่ สามีภริยาอย่างที่เห็น
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว..ก็พึง พิจารณาเองเถิดว่า..ใครโชคดีหรือโชคร้าย ท่านเข้าข่ายเป็นภริยา หรือมีภริยาประเภทไหน.. ก็โปรดพิจารณาไปตามพุทธพจน์ที่แสดงไว้แล้ว และภริยาปฏิบัติตนให้เป็นดั่ง มาตาภริยา ภคินิภริยา สขีภริยา และ ทาสีภริยา ก็จักเป็นเหตุให้เข้าถึงโลกสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ได้เช่นกันฯ
เหตใดน้ำผึ้งขม
(๑.) อดีตชาติ..... เขาเคยยุยงสามีภรรยาคู่อื่นๆ ให้แตกแยกกัน ให้บาดหมางระแวงสงสัยกัน ชาตินี้..... เขาจึงพบกับความรักที่เต็มไปด้วยความหึงหวง ไม่ไว้วางใจคู่รักคู่ครอง อาจมีเรื่องต้องแยกทางกันด้วยความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ แล้วไม่ยอมปรับความเข้าใจกัน
(๒.) อดีตชาติ..... เขาและเธอเคยร่วมกันล่าสัตว์ จับสัตว์มาฆ่าเป็นอาหาร หรือจับสัตว์ขาย ทำให้สัตว์นั้นต้องแตกแยกกัน ญาติพี่น้องหมู่ฝูงของมันมาอยู่ในที่จำกัด ชาตินี้..... เขาและเธอต้องล้มหายตายจากกัน หรือแยกทางกันเดิน ตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว อยู่กินด้วยกันไม่นาน
(๓.) อดีตชาติ..... เขาและเธอ มีจิตใจประกอบด้วยกุศลและอกุศล แตกต่างกันมากมาย เธอประกอบแต่กรรมดี เขาเฉยๆ เรื่อยๆ สุดแท้แต่เธอจะจัดทำ เขาไม่ขัดขวาง ไม่สนับสนุนแต่ประการใด [COLOR=darkolivegreen] ชาตินี้..... เขาและเธอมาเป็นสามีภรรยากันอีก หญิงจะมีบุญบารมีเหนือกว่าชาย โภคทรัพย์ ความสุขภายในบ้าน สุดแท้แต่หญิงจะบันดาลสร้างสรรขึ้นมา สามีเป็นช้างเท้าหลัง ไร้เกียรติ ไร้อำนาจ เป็นคนจ๋อง เป็นคนเศร้าซึม ไม่มีสง่าราศีในที่ชุมชน ชีวิตภายนอกมีความสุข แต่ชีวิตภายในต้องขมขื่น น้อยเนื้อต่ำใจ [/COLOR]
(๔.) อดีตชาติ..... หญิงเคยเบียดเบียนชาย โขกสับ วางอำนาจเหนือ ไม่ให้ความเคารพ ดูถูกดูหมิ่นสารพัดจะทำด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ ชายแอบไปประกอบการบุญการกุศลตามลำพัง อธิษฐานขอให้พ้นจากบ่วงกรรม อย่าต้องได้ร่วมภพ ร่วมชาติกับหญิงนั้นอีก [/SIZE]ชาตินี้..... หญิงนั้นจะถูกชายอีกรายหนึ่ง ย่ำยีหัวใจ เอาเปรียบทารุน โหดร้าย มีสามีเป็นแมงดา
(๕.) อดีตชาติ..... หญิงชายเคยเป็นสามีภรรยากัน รักใคร่สนิทสนมกันดี ช่วยกันดี ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวเป็นหลักฐาน แต่หญิงชายคู่นั้น ไม่ระลึกนึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณต่อตน ทำเฉยเมย ไม่แยแส ทอดทิ้งพ่อแม่ยามชรา ชาตินี้..... หญิงชายคู่นั้นก็กลับมาเกิดเป็นผัวเมียกันอีก รักกันซาบซึ้งตรึงใจ อุปสรรคในด้านความรักไม่มี มีแต่อุปสรรคในการดำรงชีพ ต้อง ผจญกับข้อขัดข้อร้อยแปดพันประการ ทำไร่ทำนา ก็ต้องเจอดินฟ้าอากาศวิปริต ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด ประกอบการค้าก็พบแต่เจ้าหนี้หน้าเลือด ลูกหนี้ เบี้ยว สินค้ามาไม่ทัน สินค้าต้องเน่าเสียหาย ถูกไฟไหม้ ถูกลัก ถูกขโมย การทอดทิ้ง ละเลย เพิกเฉยผู้มีพระคุณ เป็นผลร้ายอันรุนแรง สนองตอบในรูปแบบฟ้าดินลงโทษ
(๖.) อดีตชาติ..... หญิงชายเคยร่วมกันคดโกงญาติพี่น้องหรือหุ้นส่วน เอาเปรียบ ทำทารุณกรรมทางร่างกายและจิตใจ หลอกใช้งานแล้วไม่ให้ผลประโยชน์ตอบแทน ชาตินี้..... จะทำให้สามีภรรยาคู่นั้นต้องไร้ญาติ ขาดมิตร ว้าเหว่เพราะไกลญาติ ได้รับความเดือดร้อนจากสังคมที่ตนเองเกี่ยวข้องด้วย ทรัพย์สินถูกลักขโมย หรือประสบความวิบัติจากน้ำ ไฟ สัตว์เลี้ยง
(๗.) อดีตชาติ..... หญิงเคยทำบุญ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยดอกไม้แห้ง ดอกไม้เฉา ถวายสมณพราหมณ์ด้วยอาหารแห้ง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่ทิ้งไว้นานจนชืด สงเคราะห์บริวารด้วยของเหลือเดิน ซึ่งจวนจะใช้การไม่ได้แล้ว ชาตินี้..... จะได้พบคู่ครองเป็นคนแก่ คนสูงอายุ มีผิวพรรณเ+++่ยวย่น หรือได้สามีพ่อม่ายพ่อร้าง
(๘.) อดีตชาติ..... หญิงสาวหลบเลี่ยงไม่ยอมทำบุญทำทานให้แก่สมณพราหมณ์ ซึ่งตั้งสำนักอยู่ใกล้บ้าน กลับนิยมชมชอบ เดินทางท่องเที่ยว ไปบำเพ็ญกุศลในที่ห่างไกล ในดินแดนต่างชาติต่างภาษา ชาตินี้..... จะได้พบคู่ครองเป็นคนต่างชาติ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ไม่เหมือนกัน
(๙.) อดีตชาติ..... เธอเขาเป็นสามีภรรยากัน มีชายร่ำรวยมาลุ่มหลง ถูกอกถูกใจในภรรยา สามีภรรยาคู่นั้นประสงค์จะได้ทรัพย์สิ่งของ จึงร่วมโกหกให้ชายนั้นเข้าใจผิดคิดว่า เขาเธอเป็นพี่ชายน้องสาวกัน ชาติ นี้..... ผัวเมียที่ร่วมกันหลอกลวงชายอื่น โดยเอาความรักความพิศวาสเป็นเหยื่อล่อเช่นนี้ เกิดภพใหม่ชาติใหม่ จะได้รับผลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน คือ --- กลับมาเป็นสามีภรรยากันอีก ถูกคนอื่นต้มตุ๋นเอาเงินทอง --- ทั้งสองฝ่ายมีครอบครัวแล้ว มาพบกันภายหลัง ก็รักชอบพอกันอีก เกิดภาวะรักซ้อนขึ้นในใจ --- ฝ่ายหญิงมีพันธะมาแล้ว พบชายภายหลัง รักชายมากกว่าคู่หมั้นคู่ครองของตัว --- ฝ่ายชายมีเมียร่ำรวยมาแล้ว บุญคุณของเมียค้ำคออยู่ เกิดเรื่องพิศวาสรักใคร่อย่างจริงจังกับหญิงอีกคนหนึ ่ง จะทิ้งเมียเก่าก็เสียดายทรัพย์ เสียดายความสุขสบาย จะพรากจากเมียใหม่ ก็เหมือนหนึ่งจะบดหัวใจให้เป็นแผล
(๑๐.) อดีตชาติ..... เขาชอบขัดขวางทางรักของคนอื่น ด้วยการหลอกลวงสร้างหลักฐานพยานเท็จ ให้ชายหนุ่มเข้าใจผิดว่า หญิงสาวที่ชายหนุ่มชอบพอนั้น เป็นคนเลวร้าย มีโรคติดต่อร้ายแรง หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว เขาดำเนินกิจการต่างๆ จนกระทั่งคนรักกัน กลายเป็นคนเกลียดชังกัน คิดร้ายต่อกัน
อดีตชาติ..... เขาหลงรักหญิงที่มีคู่รักคู่ใคร่ เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เขาเพียรพยายามที่จะพรากหญิงนั้นมาเป็นของตน หญิงก็ไม่ยินยอม คง ยึดมั่นในรักเก่าอย่างเหนียวแน่นมั่นคง เขาแสนแค้น จึงใช้พละกำลังหักหาญ ข่มขื่นชำเราหญิงนั้น หรือใช้น้ำกรดสาดหน้า ให้หญิงนั้นบาดเจ็บเสียโฉม หลังจากชดใช้กรรมในอบายภูมิมาพอสมควร เขาก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มาในชาตินี้..... --- เขาหลงรักหญิงใจทราม หรือติดใจในรสสวาทของนางบำเรอ เก็บตกเอาหญิงขายตัวจากซ่องโสเภณีมาใส่ตะกร้าล้างน้ำ พลาดโอกาสที่จะได้คนดีมาเป็นศรีแก่ชีวิต --- เขาต้องผจญภัย ฝ่าฟันอุปสรรค นานาประการเพื่อหญิงที่เขารัก ครั้นได้อยู่กินด้วยกันจริงๆ หญิงนั้นก็กลับเป็นเหตุให้เขา ต้องเดือดร้อนอยู่ร่ำไป เป็นหญิงที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความดีอันควรแก่การเทิดทูนบูชาแม้แต่น้อย --- เขาได้คนรูปชั่วตัวดำ น่าเกลียดน่ากลัวเป็นคู่สวาท เขาได้หญิงที่ร่างกายพิกลพิการเป็นคู่ครอง (พิการโดยกำเนิด หรือพิการโดยอุบัติเหตุ วิบัติในภายหลัง)
(๑๑.) อดีตชาติ..... เขาเป็นพ่อสื่อ ชักนำหญิงมาเป็นภรรยาน้อยของเพื่อนชาย เรียกร้องเอาผลประโยชน์จากหญิงชายคู่นั้นมากเกินควรห ลอกล่อด้วยคำเท็จต่างๆ เพื่อเอาทรัพย์ ชาตินี้..... เขาไปหลงรักหญิงมีสามีแล้ว "เสียตังค์บ่ดาย บ่ได้แอ้ม" (หมดเงิน เสียเวลา เปลืองหัวใจ ไม่ได้แอ้ม)
(๑๒.) อดีตชาติ..... เขาเป็นพ่อสื่อประเภทต้มมนุษย์ หลอกลวงให้เพื่อนชายหลงไหลในหญิงคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่หญิงคนนั้นมิได้รู้เห็นอะไรด้วยเลย ก็ทำหลักฐานเท็จปลอมจดหมายให้เพื่อนชายหลงผิด จ่ายเงินซื้อสิ่งของต่างๆ ให้ แล้วเขา (นักต้มมนุษย์) ก็เอาไปทำประโยชน์ส่วนตัว ชาตินี้..... เขาจึงเป็น ไอ้งั่ง หลงรักผู้หญิงใจแข็ง ทุ่มเทเงินทอง ซื้อข้าวซื้อของให้หญิงนั้น หญิงก็หามีไมตรีตอบไม่
|
 | ศีล ๘ มีความหมายคือ สำหรับฝึกตนให้ยิ่งขึ้นไปโดยรักษาในบางโอกาส หรือมีศรัทธาจะรักษาประจำก็ได้ เช่น แม่ชีมักรักษาประจำ หัวข้อเหมือนศีล ๕ แต่เปลี่ยนข้อ ๓ และเติมข้อ ๖-๗-๘ คือ
๑. เว้นจากทำลายชีวิต ๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ ๓. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี ๔. เว้นจากพูดเท็จ ๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป ๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเคลื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง ๘. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟือย
อาราธนาศีล 8 (ถ้าคนเดียวเปลี่ยนจากคำว่า "มะยัง" เป็น "อะหัง" และ "ยาจามะ" เป็น "ยาจามิ")
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ (ว่า 3 ครั้ง)
ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอสมาทานศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพื่อประโยชน์แห่งการรักษา เป็นข้อ ๆ
คำสมาทาน ว่า ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า)
อทินนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการลัก ,ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเอง และไม่ใช่ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ)
อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์)
มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวง อำพรางผู้อื่น)
สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่าง ๆ )
วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล)
นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับรอ้งและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล และทัดทรงตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่าง ๆ)
อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากนั่ง นอน เหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ)
อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (ว่า 3 ครั้ง)
ศีล 227 ข้อที่เป็นวินัยของสงฆ์ ทำผิดถือว่าเป็นอาบัติ สามารถแบ่งออกได้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นรุนแรงจนกระทั่งเบาที่สุด ผิดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าต้องอาบัติ การแสดงอาบัติสามารถกล่าวกับพระภิฏษุรูปอื่นเพื่อเป็นการแสดงตนต่อความผิดได้ แต่ถ้าถึงขั้นปาราชิกก็ต้องสึกอย่างเดียว เนื้อหา |
 | คำว่า "ประเคน" คำนี้ เดิมเป็นคำที่มาจากภาษาเขมร ที่เรานำเอามาใช้เป็นภาษาไทยในเรื่องการถวายของแก่ภิกษุ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการให้ของแก่ฆราวาส เพราะตามหลักของพระวินัยแล้ว ภิกษุจะฉันอาหารที่ไม่ได้รับประเคนไม่ได้ ถ้าขืนฉัน ก็จะต้องอาบัติโทษตามสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งโภชนวรรคที่ ๔ ความว่า ภิกษุกลืนกินอาหารทุกชนิดที่ควรกลืนกินให้ล่วงลำคอลงไป โดยที่มิได้รับประเคนต้องอาบัติปาจิตตีย์
คำที่ท่านใช้ในบาลีว่า "ที่เขามิได้ให้" นั้น หมายถึงการยกให้ การยกให้จึงได้กินความไปถึงการให้ด้วยวาจาคือการพูดด้วย ส่วนของที่นอกจากอาหาร เช่นหมากพลูและบุหรี่เป็นต้นที่ไม่ใช่อาหาร เขากล่าวให้ด้วยวาจาก็ได้ เช่น ทายกเขาพูดว่า "ของเหล่านี้ นิมนต์เอาไปอย่างหนึ่งเถิดขอรับ" อย่างนี้ภิกษุเอาอย่างหนึ่งได้ แต่มีข้อยกเว้นไว้ว่า เนื้อดิบ ปลาดิบ ภิกษุรับประเคนไม่ได้ เรื่องการรับประเคน ท่านกำหนดหลักไว้ดังนี้
๑. เวลากาลที่จะรับประเคน ๒. องค์ของการรับประเคน ๓. อาการของภิกษุผู้จะรับประเคน ๔. อายุของอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้ว ๕. กำหนดระยะคำว่า "หัตถบาส" ระหว่างผู้ประเคนกับผู้รับ ๖. น้ำหนักของที่จะรับประเคน
๑. เวลากาลที่จะรับประเคน ถ้าภิกษุจะรับประเคนอาหารที่มีผู้ศรัทธามาถวาย จะรับได้ตั้งแต่เวลารุ่งอรุณแล้วไปจนกระทั่งถึงเที่ยงวัน จะรับประเคนให้เกินเวลสดังกล่าวนั้นไม่ได้ เรื่องของเวลานั้น มีการตีความกันหลายอย่าง แต่จะอย่างไรก็ตาม เราควรจะหนักไปในการรักษาพระวินัยไว้ ดีกว่าตีความให้อ่อนลงมา เช่นตีความว่าเที่ยงแล้วยังต่อได้อีก ๑๘ นาทีเป็นต้น สมัยโบราณใช้เงาแดด เพราะยังไม่มีนาฬิกาใช้ แต่สมัยนี้มีนาฬิกาใช้แล้ว เมื่อเวลาเลยเที่ยงไปเพียงนาทีเดียวก็ใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าภิกษุรับประเคนไว้ ก็เป็นสันนิธิคือเป็นการสะสม ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์ในเวลานำเอามาฉัน หรือเวลาที่เลยเที่ยงวันไปแล้ว ถ้ามีผู้ศรัทธานำเอาอาหารมาถวาย ภิกษุก็รับไว้ไม่ได้ จำเป็นต้องบอกแก่กัปปิยการกรหรืออนุปสัมบันรับแทนไว้ แล้วจึงนำเอามาประเคนให้ฉันในวันรุ่งขึ้นจึงจะใช้ได้ แม้กระนั้นผู้รับใช้ก็จะต้องรอบรู้ในเรื่องของพระวินัย ไม่จำเป็นจะต้องให้ภิกษุบอกก่อนแล้วจึงทำฯ
๒. องค์ของการรับประเคน
ภิกษุจะรับประเคนของที่มีผู้นำมาถวาย จะต้องรับให้ถูกต้องตามหลักของพระวินัยดังนี้ ก. ผู้ถวายและผู้รับ จะต้องอยู่ภายในหัตถบาสของกันและกัน คำว่า "หัตถบาส" นั้น แปลกันว่า "บ่วงมือ" คือห่างระหว่างผู้ประเคนและผู้รับไม่เกิน ๑ ศอก ถ้าเกินกว่านั้น ก็ไม่ชอบด้วยพระวินัย ข. อาการที่ถวาย จะต้องน้อมตัวลงให้ปรากฏโดยอาการของความเคารพ ไม่ใช่ถวายด้วยอาการของการโยนให้ หรือเสือกให้ เพราะอาการดังกล่าวนั้นเป็นอาการที่ไม่งามเลย ค. ผู้ถวาย จะเป็นใครก็ได้ จะเป็นหญิงหรือชาย โดยที่สุดแม้เป็นเดียรัจฉานก็ได้ เช่นอย่างช้างปาลิเลยยกะ ถวายกระบอกน้ำแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และลิงถวายรวงผึ้งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นต้น ง. การรับ จะต้องรับด้วยตนเอง จากมือของผู้ชาย หรือด้วยของเนื่องด้วยจากมือของผู้หญิงจึงจะใช้ได้ เช่นใช้ผ้ากราบที่ปิดหน้าผ้าไตรวางทอดลง แล้วใช้มือทั้งสองจับตรงมุมผ้ากราบทั้งสองข้างด้านในของตัวโดยหงายมือจับรับ ประเคน อย่างนี้จะดูสวยงามดี การที่จะรับมือเพียงมือเดียว หรือคว่ำมือจับมุมผ้ารับอย่างนี้ ดูแล้วไม่สมเหตุผล เพราะผู้ถวายของสองมือ แต่ผู้รับรับเพียงมือเดียว ดูเหมือนไม่เต็มใจรับ หรือรับโดยไม่เคารพ ยิ่งคว่ำมือจับมุมผ้ารับด้วยแล้ว ยิ่งไม่ถูกต้อง เพราะการรับของ เขาหงายมือรับกันทั้งนั้น
ข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับการตีความเรื่องการรับประเคนของภิกษุจาก "สตรีเพศ " ของพระภิกษุไทยกับภิกษุชาวพม่าและลังกาซึ่งเป็นฝ่ายเถรวาทด้วยกัน สำหรับภิกษุชาวพม่าและลังการับประเคนของจากสตรีเพศ เขาจะรับด้วยมือของตนเองเลย โดยที่ไม่ต้องมีผ้าซึ่งเป็นของเนื่องด้วยกายเหมือนกับพระไทยเรา ที่เป็นเช่นนี้ เราจะกล่าวว่าเขาทำผิดพระวินัยก็ไม่ได้ เพราะตามประวัติเท่าที่เป็นมาแต่โบราณกาล แม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงรับภัตตาหารจากมือของนางวิสาขา โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าซึ่งเป็นของเนื่องด้วยกายรับแบบพระไทยเรา ตามที่สังเกตมา ส่วนใหญ่เขาจะอ้างบาลีเท่าที่เคยมีมาแล้ว แต่ของไทยเราถือประณีตมากกว่านั้น จึงได้ถือปฏิบัติสืบๆ มา เรื่องนี้ก็จะต้องแล้วแต่ความเหมาะสม เพราะพระวินัยบางอย่าง ถ้าสังคมยอมรับจนเป็นแบบสำหรับปฏิบัติสำหรับสงฆ์แล้ว ก็เป็นอันว่าอนุวัตรตามความนิยมของสังคมนั้นๆ
เช่น การโกนคิ้ว ของพระไทยเป็นต้น ความจริงแล้วตามหลักพระวินัยก็มีว่า "เกสมสฺสุโวโรหน" ที่แปลว่า ปลงผมและหนวด เท่านั้น ไม่ได้โกนคิ้วด้วย การที่ภิกษุชาวพม่าและลังกาไม่โกนคิ้วก็เป็นว่าเขาทำถูกแล้ว แต่ภิกษุไทยเราถือประณีตยิ่งกว่านั้นก็โกนคิ้วเสียด้วย และก็เป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ไทยไปแล้ว ทุกรูปที่บวชเป็นพระภิกษุสามเณรก็จะต้องโกนเหมือนกัน ถ้าใครไม่โกน ก็มีโทษทางสังคม หรือเหมือนกับการบวชเณร เมื่ออายุเกิน ๒๐ ไปแล้ว ไทยเราไม่นิยมบวชเณรนิยมบวชพระทีเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อายุครบบวชพระแล้วแต่จะกลับมาบวชเณรอีก เจ้าอาวาสส่วนใหญ่ท่านจะไม่ยอม เมื่อความนิยมไม่มี ขืนไปทำเข้าถึงไม่ผิดก็เป็นเหมือนผิด เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาไม่นิยมกระทำกัน ดังนั้น การโกนคิ้วก็เช่นเดียวกัน ตามประวัติที่เล่าต่อๆ กันมาว่า สมัยต้นๆ รัตนโกสินทร์เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงบาตรก็มีพวกสาวชาววังติดตามเป็นบริวาร ทรงบาตรด้วย มีภิกษุบางรูปที่เข้าไปรับบาตรในวังเป็นพระเจ้าชู้เห็นสาวชาววังออกมาตัก บาตรด้วย เวลาพระรับบาตรแทนที่จะสำรวมตา แต่กลับสอดส่ายสายตาไปดูสาวชาววังกำลังตักบาตรแล้วก็ไปยักคิ้วเข้า ความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยเกิดมีบัญญัติให้ภิกษุโกนคิ้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้น เรื่องการโกนคิ้ว หรือไม่โกน จึงเป็นเรื่องที่น่าพิจารณากันมากอยู่ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าจะนำเอามาพูดกัน เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของพระภิกษุ โดยเฉพาะสหภาพพม่าและอินเดีย เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงินทองที่ใช้กันอยู่ในสองระบบ คือระบบรัฐบาลกับตลาดมืด เช่นเงินพม่าเป็นต้น ถ้าเป็นระบบรัฐบาลที่แลกเปลี่ยนกัน ๑ จ๊าตพม่าเท่ากับเงินไทย ๔ บาท แต่ถ้าระบบตลาดมืด ขณะนี้ (พ.ศ.๒๕๓๓) ๑ บาทไทย จะเท่ากับเงินจ๊าต ๓ จ๊าตเศษ แม้เงินรูปีอินเดียก็เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ พ่อค้าจึงมีการหลบเลี่ยงเพื่อค้ากำไรกันมาก คราวนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องเงิน ๒ ระบบอย่างว่านี้ จึงน่าคิดพิจารณามากทีเดียว จึงขอฝากความรู้สึกกับภิกษุที่เดินทาง แล้วทำการแลกเปลี่ยนแบบพ่อค้าที่เขาทำกัน เพราะพระเรามีราคาเพียง ๕ มาสกหรือบาทเดียวเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรเลยฯ
๓. อาการของภิกษุผู้จะรับประเคน
อาการของภิกษุที่จะรับประเคนของจากผู้ถวายนั้นก็จะต้องมีหลักดังนี้ ก. ภิกษุผู้รับประเคน จะยืนหรือนั่งก็ตาม จำเป็นจะต้องอยู่ภายในหัตถบาส และขณะรับก็ต้องน้อมกายลงเล็กน้อยด้วยอาการที่น่าเลื่อมใส ข. ขณะรับของจากสตรีเพศ จะต้องวางผ้าซึ่งเป็นของเนื่องด้วยกายพร้อมกับน้อมกายลงเล็กน้อยโดยอาการ เคารพในทาน และจะต้องหงายมือจับที่มุมของชายผ้ารับทั้งสองด้านในที่ติดกับตัว ไม่ใช่คว่ำมือจับ เพราะการรับของจากคนอื่นต้องหงายมือรับ ไม่ใช่คว่ำมือรับ
๔. อายุของอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้ว
อายุของอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้ว ก็มีอยู่ด้วยกัน ๔ ชนิด คือ
ก. ยาวกาลิก คือของที่ทรงอนุญาตให้ฉันได้ชั่วกาล คือตั้งแต่อรุณขึ้นเป็นต้นไปจนถึงเที่ยงวัน ก็คำที่ว่า "อรุณขึ้น" นั้น การตีความของสงฆ์ไทยกับพม่าไม่เหมือนกัน ของไทยเราจำเป็นจะต้องมีแสงสว่างให้เห็นลายมือ ลายเท้าเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ส่วนพม่านั้นถือบาลีที่ว่า "อรุโณ อุคฺคโต" ที่แปลว่า "อรุณขึ้นไปแล้ว" หมายถึง ๕.๓๐ น. พอแสงเงินแสงทองปรากฏที่ท้องฟ้าเพียงนิดหน่อยเท่านั้นก็เป็นอันว่า ฉันยาคูคือข้าวต้มกันได้แล้ว แม้ยาคูที่แปลว่าข้าวต้มก็แตกต่างกันอีก ข้าวต้มของเราเมื่อต้มสุกแล้วยังมีข้าวเป็นเม็ดๆ อยู่ แต่ข้าวต้มพม่านั้นละเอียดยิ่งกว่าโจ๊กอีกด้วยซ้ำไป เห็นจะเป็นเพราะเหตุนี้เองในบาลีท่านจึงได้ใช้กิริยาว่า "ยาคุ ปวติ" ที่แปลว่า "ดื่มข้าวยาคู" ข้าวต้มของไทยเราถ้าขืนดื่มก็คงติดคอแน่ๆ เรื่องฉันข้าวต้ม ๕.๓๐ น. แม้พระไทยเราก็เคยได้ไปร่วมฉันกันมาแล้วบางท่าน เมื่อสมัยไปร่วมทำสังคายนาที่สหภาพพม่าปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หรือ ๒๕ ศตวรรษ อนึ่ง ตามหลักพระวินัย ท่านห้ามไม่ให้ภิกษุหุงต้มฉันเอง เพราะเป็น "อันโตปักกะคือทำให้สุกในภายใน สามปักกะคือทำให้สุกเอง" และห้ามไม่ให้ภิกษุซื้อของเอามาใช้หรือฉัน ถ้าขืนซื้อเอามาใช้หรือฉันแล้ว ของนั้นเป็นนิสสัคคีย์ จำจะต้องเสียสละเสียก่อน ถ้ายังมิได้เสียสละ เอาไปฉันหรือใช้เข้าก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เรื่องของกัปปิยกุฎี ก็ทรงอนุญาตไว้เหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการที่จะมิให้เกิดความน่าเกลียดแก่ผู้ที่ผ่านไปมาประการ หนึ่ง คืออนุญาตให้มีเรือนไฟสำหรับทำครัวได้ในที่ที่เป็นเอกเทศลับๆ ส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้กลิ่นอาหารอบอวลในที่อาศัยอยู่ และกันมิให้ควันฟุ้งหลังคาที่อยู่อาศัยดำนั่นเอง ดังนั้น จึงทรงอนุญาตให้ทำเป็นกัปปิยกุฎีคือเรือนครัวเสียต่างหากจากที่อยู่ก็ได้ แต่ถ้าภิกษุไม่ทำในที่เช่นนั้น ขืนไปทำในที่อยู่เข้า ท่านจึงปรับอาบัติในฐานะเป็น "อันโตวุฏฐะ" คือทำภายในที่อยู่อาศัยเข้า ถ้าทำในกัปปิยกุฎีไม่เป็นไรฯ
ข. ยามกาลิก คือของที่ทรงอนุญาตให้ฉันได้ชั่วคราวหมายถึงฉันได้ ๒๔ ชั่วโมง คือวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ในข้อนี้ ทรงหมายถึงน้ำปานะ ๘ อย่าง คือ น้ำมะม่วง น้ำชมพู่หรือหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะทราง น้ำลูกจันทร์หรือองุ่น น้ำเง่าบัว น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ ของเหล่านี้ควรใช้ให้อนุปสัมบันทำจึงสมควร ถ้าภิกษุทำฉันเองจะฉันได้เพียงเช้าชั่วเที่ยงวันเท่านั้น และการทำก็ห้ามไม่ให้ทำให้สุกด้วยไฟ จะทำได้เฉพาะสดๆ เท่านั้น ฯ
ค. สัตตาหกาลิก คือของที่ใช้ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น ถ้าเก็บไว้ฉันเกินกว่า ๗ วันไปก็ต้องอาบัติ อันนี้ท่านหมายถึงเภสัชที่ใช้ต่างยา ๕ อย่างคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยฯ
ง. ยาวชีวิก คือของที่ฉัน ได้ตลอดชีวิต เช่นรากไม้ที่ใช้เป็นยา น้ำฝาดเช่นน้ำบอระเพ็ดเป็นต้น ใบไม้ ผลไม้ที่ใช้เป็นยา ยางไม้ที่ใช้เป็นยา แม้เกลือที่ใช้เป็นยาก็ได้ รายละเอียดเหล่านี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายไว้แล้วในวินัยมุขเล่ม
๒ ผู้ต้องการโปรดตรวจดูได้ในที่นั้นฯ การรับประเคนตามอรรถกถานัย
เรื่องของการรับประเคนที่จะทำให้ขาดประเคนตามนัยแห่งอรรถกถาสมันตัปปาสาทิกาก็ดี ภาษาฎีกาก็ดี ท่านได้วางหลักไว้ถึง ๖ ประการคือ
๑. ภิกษุรับประเคนไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ฉัน ให้คนอื่นเสียด้วยเหตุบางอย่าง ก็เป็นอันว่าของนั้นขาดประเคนไปแล้ว
๒. รับประเคนไว้แล้ว ตนเองยังไม่ทันได้จัดการอะไรกับของที่รับประเคนนั้น แต่ลาสิกขาคือสึกไปเสีย เช่นนี้ของนั้นก็เป็นอันว่าขาดประเคนเหมือนกัน
๓. รับประเคนไว้แล้ว แต่มีเหตุที่ต้องทิ้งไปเสียทั้งๆ ที่ยังมิได้ฉันอย่างนี้ของนั้นก็เป็นอันว่าขาดประเคนเหมือนกัน
๔. รับประเคนไว้แล้ว แต่ถูกอนุปสัมบันแย่งหรือหยิบหลุดมือไปเสียอย่างนี้ก็ขาดประเคนเหมือนกัน
๕. รับประเคนไว้แล้ว แต่ยังมิได้ฉัน ตนมรณภาพคือตายไปเสียก่อน ก็เป็นอันว่าขาดประเคนไป
๖.รับประเคนไว้แล้ว ยังไม่ทันได้ฉัน แต่กลับกลายเพศเป็นหญิงไปเสียอย่างโสเรยยภิกษุเป็นต้น ก็เป็นอันว่าขาดประเคนเหมือนกัน (สำหรับข้อ ๖ นี้ ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เรื่องก็เคยปรากฏมาแล้วในคัมภีร์ขุททกนิกาย)
ข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับการประเคน เรื่องการประเคน ส่วนใหญ่ท่านมักจะมุ่งหมายเอาการผูกใจในของขบฉันมากกว่า เช่นของที่ทายกเขาประเคนไว้แล้ว ยังมิได้ทอดทิ่งความผูกใจในของฉันนั้น แต่บังเอิญมีอนุปสัมบันมาถูกต้องของที่รับประเคนด้วย
เหตุจำเป็น แม้ไม่ต้องรับประเคนอีกก็ฉันได้ ไม่ถือว่าขาดประเคน เพราะเรายังผูกใจอยู่ เพราะทายกเขาตั้งใจถวายแล้ว ยังไม่ทอดทิ้งความผูกใจในของฉันนั้น แม้ของที่มีผู้ศรัทธามาถวายแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาฉัน เราจะบอกให้อนุปสัมบันยกเอาของที่รับประเคนนั้นไปเก็บไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาฉัน จะเอามาฉันเองโดยที่ไม่ต้องรับประเคนอีกท่านว่าฉันได้ ไม่ถือว่าขาดประเคน ดังมีตัวอย่างปรากฏอยู่ในอรรถกาว่า "ภิกษุมีกิจจำเป็นต้องเดินทางไปยังต่างถิ่นกับโยมมารดา บิดา หรือกับสามเณร ด้วยความเอื้อเฟื้อจะเตรียมอาหารไปเพื่อโยมหรือสามเณร พอถึงเวลาเพล โยมหรือสามเณรจะยกเอาของนั้นมาประเคนให้ตนฉันเสียก่อนตนก็สามารถฉันได้ไม่ เป็นอาบัติ เพราะอาหารนั้น ตนไม่ได้ตั้งใจที่จะนำเอามาฉันเอง" อีกอย่างหนึ่ง ที่ภิกษุนิยมใช้กันอยู่คือภิกษุนำของที่ตนจะฉัน นำเอาไปเอง แต่พอถึงเวลาฉันก็บอกให้อนุปสัมบันประเคนพระรูปอื่นในวงเดียวกันแล้วตนเองก็ ฉัน อย่างนี้ถ้ามองในแง่ของพระวินัยก็ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะตนเองยังผูกใจในของนั้นอยู่ ขอนักวิจัยจงใคร่ครวญดูเถิดฯ
๕. กำหนดระยะคำว่า "หัตถบาส" ระหว่างผู้ประเคนกับผู้รับ
คำว่า "หัตถบาส" คำนี้ แปลกันว่า "บ่วงมือ" หมายความว่าเราเอานิ้วมือซ้ายและมือขวาประสานติดกันมันจะมีเป็นบ่วงอยู่ใน ระหว่างมือทั้งสอง นั่นแหละเขาเรียกว่ากันว่า "หัตถบาส" คราวนี้ เมื่อภิกษุจะรับประเคนของจากผู้ที่ถวายก็จะต้องอยู่ไม่ให้ห่างเกินไปกว่า บ่วงมือดังกล่าวนั้น เพราะบางคนเวลาจะประเคนของพระ ตัวเองออกไปอยู่เสียห่างเกินหัตถบาสไป อย่างนี้เรียกว่า ไม่ครบองค์ประเคน ของที่รับประเคนนั้นก็ไม่ค่อยจะถูกพระวินัยนัก เพราะฉะนั้น เวลาจะรับประเคนของจากทายกผู้ถวาย ก็จะต้องแนะให้ผู้ถวายเขารู้เรื่องของพระวินัยว่าควรจะอยู่ห่างกันประมาณ เท่าไร จึงจะถูกต้องตามลักษณะของการประเคน
๖. น้ำหนักของที่จะรับประเคน
สำหรับของที่ภิกษุจะรับประเคนนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นของที่ยกคนเดียวไหว การประเคนจึงจะดูสวยงาม เพราะเวลาจะประเคน จำเป็นจะต้องน้อมกายลงเล็กน้อย แสดงว่าเป็นผู้มีความเคารพในของที่จะประเคนนั้น แต่ถ้าของนั้นหนักจนเกินไป จนตนยกแทบไม่ค่อยจะขึ้น การที่จะไปแสดงความอ่อนน้อมก็ยาก เพราะตนเองจะต้องใช้กำลังยก มีเรื่องการรับประเคนของเท่าที่เคยได้เห็นมาในสหภาพพม่า ที่เขากำลังปฏิบัติกันอยู่ในหมู่ชาวพุทธของพม่า เช่นเวลามีการถวายอาหารสงฆ์มากๆ โดยมากจะเลี้ยงเป็นโต๊ะกลม บางทีจุพระได้ถึง ๘ รูป หรือบางทีก็ ๑๐ รูป เช่นเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นต้น แต่เวลาจะประเคนทายกเขาก็ช่วยกันยกทั้งสี่ด้านขึ้นถวาย แล้วก็พระก็ช่วยกันรับประเคนหลายๆ รูป อย่างนี้ก็เป็นอันว่าใช้ได้เหมือนกัน อีกประการหนึ่ง การประเคนของถวายที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เช่นถวายบ้าน ถวายที่ดิน ถวายถนน และถวายศาลาเป็นต้น ในการถวายท่านนิยมใช้หลายวิธีด้วยกัน เท่าที่ได้เคยเห็นมาบางทีก็ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกเข้าที่ศาลาหรือที่กุฎีสงฆ์ แล้วก็ล่ามจับกันไปจนหมดทั่วทุกคนแล้ว ก็กล่าวคำถวาย พอสงฆ์รับว่า "สาธุ" แล้ว ทายกก็ยกพานถวายเจ้าอาวาสแทนในนามสงฆ์ก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็กล่าวคำถวายโดยระบุสถานที่ที่จะถวายนั้นๆ โดยจะถวายแยกหรือรวมเป็นรูปของทวันทวสมาสก็ได้ เมื่อถวายเสร็จแล้วพอพระสงฆ์รับว่า "สาธุ" แล้ว จากนั้นท่านเจ้าภาพผู้ถวายก็จะนำเอาที่กรวดน้ำมาที่หน้าเจ้าอาวาส จากนั้นก็หลั่งน้ำจากภาชนะนั้นลงบนฝ่ามือของท่านเจ้าอาวาสผู้รับแทนสงฆ์ ส่วนพระสงฆ์ที่เหลือก็เจริญชัยมงคลคาถาขึ้นพร้อมๆ กัน อย่างนี้ก็เป็นอันว่าใช้ได้เหมือนกันฯ
จบเรื่องการประเคนและการรับประเคน
|
 | การกัปปิยะ
อาหาร ที่ถวายพระนั้นถ้ามีเนื้อสัตว์ ก่อนจะถวายต้องทำให้สุกด้วยไฟเสียก่อน เช่นต้ม ทอด ย่าง ถ้าอาหารนั้นไม่สุกด้วยไฟ เช่นสุกด้วยมะนาวหรือยังดิบอยู่ หรือยังสุกๆ ดิบๆ หากพระฉันเข้าไปจะเป็นอาบัติทุกฎ
อาหารบางอย่างเรามักนึกไม่ถึงว่า ยังไม่สุกด้วยไฟ เช่น น้ำพริกปลาทู ก่อนจะนำกะปิมาตำน้ำพริก จะต้องนำมาห่อใบตองปิ้งให้สุกก่อน หรือไข่ดาวและไข่ต้ม จะต้องต้มหรือทอดให้ไข่ขาวและไข่แดงสุกแข็งทั่วกัน หากยังเหลวเป็นยางมะตูมอยู่ถือว่ายังไม่สุก หรือส้มตำใส่ปลาร้าหรือปูก็จะต้องต้มปูเค็มหรือต้มปลาร้าเสียก่อน เป็นต้น
มี เนื้อ ๑๐ ชนิดที่ห้ามพระเณรฉันทุกกรณี ได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อสุนัข เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้องู เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือดาว เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี นอกจากนั้นฉันได้ทุกชนิดแต่ต้องไม่ประกอบด้วยสามเหตุคือ
- ไม่เห็นว่าเขาฆ่ามาเพื่อตน - ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่ามาเพื่อตน - ไม่สงสัยว่าเขาฆ่ามาเพื่อตน
เพราะ ฉะนั้นชาวพุทธเราเวลาประกอบอาหารถวายพระ ห้ามบอกพระล่วงหน้าว่าจะเอาอาหารชื่อนั้นชื่อนี้มาถวาย เพราะจะทำให้ท่านฉันไม่ได้ หากฉันเข้าไปจะเป็นอาบัติ
อีกประการ หนึ่งผักหรือผลไม้ที่จะนำมาถวายพระ หากมีเมล็ดแก่ที่สามารถนำไปปลูกให้งอกได้ อย่างส้ม แตงโม มะเขือสุก หรือมีส่วนอื่นที่นำไปปลูกได้ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ราก หัวก็ดี เช่น ผักบุ้ง ใบโหรพา หัวหอม จะต้องทำวินัยกรรมที่มักเรียกว่า “กัปปิยะ” เสียก่อน พระท่านจึงจะฉันได้ หากไม่ทำกัปปิยะก่อนแล้วพระฉันเข้าไปจะเป็นอาบัติทุกฎ
เรื่อง นี้สืบเนื่องมาจากพระวินัยที่ห้ามภิกษุพรากของเขียว คือตัดต้นไม้ เด็ดใบไม้นั่นเอง ซึ่งรวมไปถึงผลไม้หรือลำต้นที่สามารถนำไปปลูกให้งอกได้ด้วย
วิธีการ ทำกัปปิยะ คือ นำผักหรือผลไม้ที่ต้องทำกัปปิยะมาวางตรงหน้าพระ แล้วพระท่านจะถามว่า “กัปปิยัง กะโรหิ” แปลว่า “ทำให้สมควรแล้วหรือ” โยมหรือเณรจะใช้เล็บหรือมีดเด็ดหรือตัดพืชนั้นเพียง ๑ ต้นหรือ ๑ ผล ให้ขาดออกจากกัน พร้อมกับพูดว่า “กัปปิยัง ภันเต” แปลว่า “ทำให้สมควรแล้ว เจ้าข้า” การทำกัปปิยะกับพืชหรือผลไม้เพียงต้นเดียวหรือลูกเดียว จะมีผลทำให้พระฉันพืชหรือผลนั้นได้ทั้งจานหรือทั้งถาด
วินัยข้อนี้ เห็นนิยมทำกันแต่เฉพาะในสายวัดป่าเท่านั้น เพราะหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านสอนลูกศิษย์ลูกหาสืบกันมา ไม่ค่อยได้เห็นวัดในเมืองทำกันสักเท่าใด
สมัยหนึ่งหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล เที่ยวธุดงค์ไปพักที่วัดหนึ่งใน จ.สกลนคร เจ้าอาวาสวัดนั้นซึ่งมีพรรษามากแล้ว เห็นหลวงปู่เสาร์ให้โยมทำกัปปิยะก็ไม่เชื่อถือและกล่าวปรามาสท่าน
หลวง ปู่เสาร์ท่านก็อธิบายว่า ท่านทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้คิดขึ้นเอง ทันใดนั้นหลวงตาเจ้าอาวาสท่านก็ล้มลงชักกับพื้น ด้วยอำนาจกรรมที่กล่าวปรามาสพระธรรมและพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ฝ่าย พระลูกวัดก็พากันมาเขย่าตัวถามว่าเป็นอะไรไป ท่านจึงรู้สึกตัวขึ้นและกล่าวขอขมาหลวงปู่เสาร์ทันที และแต่นั้นมาท่านก็ทำตามหลวงปู่เสาร์มาจนตลอดชีวิต
ครูบาอาจารย์บางรูปท่านสอนลูกศิษย์ว่าหากไปฉันในวัดที่เขาไม่ทำกัปปิยะก่อน ก็ควรเลี่ยงไม่ฉันพืชผลไม้นั้นและไม่ควรไปพูดตำหนิเขาด้วย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ให้ฉันแต่เนื้อผลไม้ พยายามแกะเมล็ดออกก่อน ระวังอย่าเคี้ยวเมล็ดจนแตก
เพิ่มเติม
- “กัป ปิยัง ภันเต” แปลว่า “ทำให้สมควรแล้ว เจ้าข้า” หมายถึง ทำให้สมควร ปลูกไม่ขึ้นอีกแล้ว นี้ ดูเผินๆเหมือนทำพอเป็นพิธีเพื่อเลี่ยงอาบัติเฉยๆ แต่เคยได้ยินมาว่า พืชผักผลไม้ที่ผ่านการทำกัปปิยกรรมที่วัดถ้ำกองเพลในสมัยที่หลวงปู่ขาวท่าน ยังอยู่ มีผู้ลองเอาไปปลูกแล้วไม่ขึ้นจริงๆ
- บ่อยครั้งที่ได้ยินโยมที่ทำกัปปิยกรรมตอบเพี้ยนไปว่า “กัปปิยะ ภันเต”
|
 | การบรรพชา
กุลบุตรผู้มีศรัทธา มุ่งบรรพชาอุปสมบท พึงรับผ้าไตรอุ้มประนมมือ เข้าไปในสังฆสันนิบาต วางผ้าไตรไว้ข้างตัว รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌายะ กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือ อุ้มผ้าไตร เปล่งวาจาขอบรรพชาด้วยคำมคธ ดังนี้
คำขอบรรพชา
เอสาหัง ภันเต , สุจิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ , ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ , ละเภยยาหัง ภันเต , ตัสสะ ภะคะวะโต , ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง , * ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง .
ทุติยัมปาหัง ภันเต , สุจิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ , ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ , ละเภยยาหัง ภันเต , ตัสสะ ภะคะวะโต , ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง , *ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง.
ตะติยัมปาหัง ภันเต , สุจิระปะรินิพพุตัมปิ , ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ , ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ , ละเภยยาหัง ภันเต , ตัสสะ ภะคะวะโต , ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง , *ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง.
(*ถ้าบวชเป็นสามเณร ไม่ต้องกล่าวคำว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง)
อะหัง ภันเต , ปัพพัชชัง ยาจามิ , อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต๎วา , ปัพพาเชถะ มัง ภันเต , อะนุกัมปัง อุปาทายะ .
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต , ปัพพัชชัง ยาจามิ , อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต๎วา , ปัพพาเชถะ มัง ภันเต , อะนุกัมปัง อุปาทายะ .
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต , ปัพพัชชัง ยาจามิ , อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหต๎วา , ปัพพาเชถะ มัง ภันเต , อะนุกัมปัง อุปาทายะ .
ลำดับนั้น นาคน้อมผ้าไตรถวายพระอุปัชฌายะ พระอุปัชฌายะรับเอาผ้าไตรวางไว้ตรงหน้า แล้วกล่าวสอนถึงพระรัตนตรัย เป็นต้น และบอก ตจะปัญจกะกัมมัฏฐาน ให้นาคว่าตามไปทีละบทโดยอนุโลม(ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
เกสา , โลมา , นะขา , ทันตา , ตะโจ ( อนุโลม )
ตะโจ , ทันตา , นะขา , โลมา , เกสา ( ปฏิโลม )
ครั้นสอนแล้ว พระอุปัชฌายะชักเอาอังสะออกจากชุดผ้าไตรสวมให้เป็นพิธี แล้วสั่งให้ออกไปครองผ้าไตรจีวรตามแบบ เมื่อครองผ้าเสร็จแล้ว จึงเดินพนมมือ กลับเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ นั่งคุกเข่าลงที่เดิม รับเครื่องสักการะถวายท่าน กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ประนมมือ เปล่งวาจาขอถึงซึ่ง พระไตรสรณคมน์และศีล ดังนี้
อะหัง ภันเต , สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต , สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต , สะระณะสีลัง ยาจามิ
ลำดับนั้น พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการ ๓ จบ ให้นาคว่าตาม ดังนี้
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
( ว่าตาม ๓ จบ )
แต่นั้นท่านจะสั่งด้วยคำว่า เอวัง วะเทหิ หรือ ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ พึงรับว่า อามะ ภันเต แล้วเปล่งวาจาว่าสรณคมน์ตามไปทีละพากย์ ดังนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ , ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ , สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ , ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ , ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ , ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ , ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ครั้นครบแล้ว ท่านบอก ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง พึงรับว่า อามะ ภันเต ลำดับนั้น พระอุปัชฌายะจะบอกให้รู้ว่า การบรรพชาเป็นสามเณรสำเร็จด้วยสรณคมน์เพียงเท่านี้ แล้วสามเณรพึงสมาทานสิกขาบท ๑๐ ประการ โดยว่าตามท่านไปทีละประการ ดังนี้
๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี ๒. อะทินนาทานา เวระมะณี ๓. อะพ๎ระห๎มะจะริยา เวระมะณี ๔. มุสาวาทา เวระมะณี ๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี ๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี ๗. นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสสะนา เวระมะณี
๘. มาลา คันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา
๙. อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี ๑๐. ชาตะ รูปะ ระชะตะ ปะฏิคคะหะณา เวระมะณี
“ อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ ” ( ท่านว่านำ ๑ จบ พึงว่า ๓ จบ )
ในลำดับนั้น สามเณรผู้จะเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ พึงอุ้มบาตรเดินประนมมือ เข้าไปหาพระอุปัชฌายะในสังฆสันนิบาต นั่งคุกเข่าลง วางบาตรไว้ด้านข้าง น้อมถวายเครื่องสักการะท่าน แล้วกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ประนมมือกล่าวคำขอนิสัย ดังนี้
อะหัง ภันเต , นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต , นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต , นิสสะยัง ยาจามิ
แล้วกล่าวต่ออีกว่า อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ (ว่า ๓ จบ)
ลำดับนั้น พระอุปัชฌายะกล่าวคำให้นิสัยทีละบท พึงรับว่า สาธุ ภันเต ทุกบทไป รวม ๓ ครั้ง ดังนี้
๑. โอปายิกัง (ชอบแก่อุบาย) พึงรับว่า สาธุ ภันเต
๒. ปะฏิรูปัง(สมควรอยู่) พึงรับว่า สาธุ ภันเต
๓. ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ พึงรับว่า สาธุ ภันเต
(ให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใส) แต่นั้นพึงกล่าวรับเป็นธุระให้ท่านว่า
“ อัชชะตัคเคทานิ เถโร , มัยหัง ภาโร , อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร ”
(ว่า ๓ จบ แล้วกราบลง ๓ ครั้ง)
ลำดับนั้น สามเณรพึงนั่งพับเพรียบลง ประนมมือ รับการอบรม สั่งสอนจากพระอุปัชฌายะ เสร็จแล้วท่านจะสั่งให้ คุกเข่าขึ้น ประนมมือ รับเอาบาตรคล้องคอ ขยับกายเข้าหาพระอาจาย์ผู้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ให้ท่านเอื้อมมือจับบริขารได้ถึง ลำดับนั้น ท่านจักบอกบาตรและจีวร ผู้มุ่งอุปสมบทพึง รับว่า อามะ ภันเต ทีละบท รวม ๔ ครั้ง ดังนี้
๑. อะยันเต ปัตโต พึงรับว่า อามะ ภันเต
๒. อะยัง สังฆาฏิ พึงรับว่า อามะ ภันเต
๓. อะยัง อุตตะราสังโค พึงรับว่า อามะ ภันเต
๔. อะยัง อันตะระวาสะโก พึงรับว่า อามะ ภันเต
ต่อจากนั้นพระอาจารย์จะสั่งให้ออกไปรอโอกาสข้างนอก ด้วยคำว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ พึงเดินถอยเข่าออกประมาณ ๒ - ๓ เข่า พอพ้นท่าน แล้วจึงลุกขึ้นยืน กลับหลังหัน เดินพนมมือออกไปยืนรอโอกาส ในที่ซึ่งกำหนดไว้ให้ เมื่อพระอาจารย์ออกมาถามซ้อมอันตรายิกธรรม พึงตอบท่านว่า นัตถิ ภันเต รวม ๕ ครั้ง ตามด้วย อามะ ภันเต รวม ๘ ครั้ง แล้วตอบฉายาของตน และฉายาของพระอุปัชฌายะตามลำดับ ดังต่อไปนี้
พระอาจารย์สวดถามว่า ๑. กุฏฐัง , ๒. คัณโฑ , ๓. กิลาโส , ๔.โสโส , ๕. อะปะมาโร พึงตอบปฏิเสธด้วยคำว่า นัตถิ ภันเต ทุกๆข้อ รวม ๕ ครั้ง
พระอาจารย์สวดถามว่า ๑. มะนุสโสสิ , ๒. ปุริโสสิ , ๓. ภุชิสโสสิ , ๔. อะนะโณสิ , ๕. นะสิ ราชะภะโฏ , ๖. อะนุญญาโตสิ มาตาปิตูหิ , ๗. ปะริปุณณะวีสะติวัสโสสิ , ๘. ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง พึงตอบรับด้วยคำว่า อามะ ภันเต ทุกๆข้อ รวม ๘ ครั้ง
พระอาจารย์สวดถามว่า กินนาโมสิ พึงตอบว่า
อะหัง ภันเต ...(ฉายาของตน).............................................................นามะ
พระอาจารย์สวดถาม โก นามะ เต อุปัชฌาโย พึงตอบว่า
อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัส๎มา ...(ฉายาของพระอุปัชฌาย์)....................นามะ
ครั้นถามซ้อมแล้ว ท่านพระอาจารย์กลับเข้าสวดขอโอกาสต่อสงฆ์แล้วจึงเรียกให้เข้าไปด้วยคำว่า อาคัจฉาหิ / อาคัจฉะถะ พร้อมกับให้สัญญาณ พึงเดินพนมมือเข้าไปในสังฆสันนิบาต นั่งคุกเข่าประนมมือตรงที่เดิม กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ประนมมือเปล่งวาจาขออุปสมบท ว่าดังนี้
คำขออุปสมบท
สังฆัม ภันเต , อุปะสัมปะทัง ยาจามะ , อุลลุมปะตุ โน ภันเต , สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ .
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง , อุปะสัมปะทัง ยาจามะ , อุลลุมปะตุ โน ภันเต , สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ .
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง , อุปะสัมปะทัง ยาจามะ , อุลลุมปะตุ โน ภันเต , สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ .
(ถ้าว่าเดี่ยวให้เปลี่ยนคำว่า ยาจามะ เป็น ยาจามิ และเปลี่ยน โน เป็น มัง)
ลำดับนั้น เมื่อพระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์แล้ว และพระอาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม อุปสัมปทาเปกขะ พึงตอบดังเมื่อถูก ถามซ้อมโดยนัยหนหลัง แต่นั้นพึงตั้งใจฟังพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุศาสนาจารย์ สวดกรรมวาจาอุปสมบท ไปจนจบ ครั้นจบแล้ว พึงกราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง เป็นเสร็จพิธี
การขอนิสัยพระอาจารย์
เมื่อบวชแล้วไม่ได้อยู่กับพระอุปัชฌายะ ต้องขอนิสัยกับพระอาจารย์ที่ตนอาศัยอยู่ ผู้ขอนิสัยต้องห่มจีวรเฉวียงบ่า นั่งคุกเข่าประนมมือ กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง ตั้งนะโมฯ ๓ จบ กล่าวคำขอนิสัย ดังนี้
อาจะริโย เม ภันเต โหหิ, อายัส๎มะโต นิสสายะ วัจฉามิ (ว่า ๓ จบ)
พระอาจารย์ท่านว่า ผู้ขอนิสัยรับว่า
๑. โอปายิกัง สาธุ ภันเต
๒. ปะฏิรูปัง สาธุ ภันเต
๓. ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ สาธุ ภันเต
ผู้ขอนิสัยกล่าวรับเป็นธุระแก่ท่านต่อไปอีก ดังนี้
อัชชะตัคเคทานิ เถโร , มัยหัง ภาโร , อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (ว่า ๓ จบ)
|
   |
|
Fabriksgatan 38, 3 Van 412 51 Goteborg, Sweden
Phone: 031-409599
Mobile: 0762-416251
E-mail: vimalo_1@hotmail.com
vimalo2000@hotmail.com
watphagothenburg@hotmail.com
|